ทัพอสูร?”
?
“ฮ่าฮ่า!” ผูเยาแหกปากหัวร่องอหาย คล้ายเพิ่งได้ฟังเรื่องที่น่าขบขันที่สุดในโลก ไม่ปกปิดสายตาดูถูกเหยียดหยามแม้แต่น้อย “เจ้าน่ะหรือ คนป่าคนดอยอย่างเจ้าหรือมีวิธีดี ๆ ! ฮ่าฮ่า น่าขบขันแทบตายแล้ว!”
จั่วม่อมีความต้านทานต่อการดูถูกเหยียดหยามของผูเยามานานกล่าวด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน “ลองฟังดูก่อนเป็นไร ค่อยหัวร่อทีหลังก็ยังไม่สาย”
เสียงหัวร่อของผูเยาขาดหายไปทันควัน มันเขม้นมองจั่วม่อตาเขม็งชั่วอึดใจให้หลัง ค่อยเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาว่า “หวังว่าเจ้าจะมีวิธีที่ดีจริง ๆ มิเช่นนั้นละก็ ฮี่ฮี่!”
จั่วม่อกล่าวอย่างจริงจัง “มหาพิบัตินภาสลายก่อให้เกิดรอยแยกแห่งความโกลาหลมากมาย รอยแยกแห่งความโกลาหลเหล่านี้เชื่อมโยงระหว่างภพอสูร ภพปิศาจและภพซิวเจ่อ ข้ากล่าวเช่นนี้ มีสิ่งใดผิดพลาดหรือไม่?”
“วาจาไร้สาระอย่าได้กล่าวแล้ว!” ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็นชา
เว่ยบนใบหน้าประดับรอยยิ้มจาง ๆ มันนั่งนิ่งเงียบงัน ไม่คิดเสนอหน้าเข้ายุ่งเกี่ยว เพียงรับฟังอย่างระมัดระวัง
“ดินแดนของอสูรปิศาจและซิวเจ่อ เชื่อมโยงถึงกันด้วยรอยแยกแห่งความโกลาหล แทนที่จะต้องเดินทางผ่านมหานครนภาโลหิตเหมือนเช่นในอดีต กล่าวได้ว่าระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายหดแคบลง!”
ขณะที่ผูเยาใกล้จะหมดความอดทนอยู่รอมร่อ จั่วม่อพลันกล่าวว่า“บางทีเราอาจสามารถสร้างค่ายกลเคลื่อนย้าย ชักนำหนานเยว่กับพวกมาที่นี่โดยตรง!”
“ค่ายกลเคลื่อนย้าย?”
?” จั่วม่อย้อนถาม