่งดูอัปลักษณ์ขัดตายิ่งกว่าเดิม!
ต่อหน้าพลังแห่งฟ้าดินอันไพศาล พลังของพวกมันเล็กจ้อยถึงเพียงไหน แทบไม่ต่างจากฝุ่นธุลี!
หลีซู่สีหน้าอับจนหนทาง ทะยานร่างตรงไปยังผู้อาวุโสเซิน “ผู้อาวุโสนี่มัน… …”
“จะต้องมีบางสิ่งเกิดขึ้นในวิหารเทพ!” ผู้อาวุโสเซินกล่าวเสียงทุ้มลึกในใจแม้ตื่นตระหนกไม่น้อย แต่ภายนอกยังสงบราบเรียบดังเดิม “ไม่ต้องกังวล ชนเผ่าเทพสุริยันเป็นราชันแห่งยุคสมัยหนึ่ง เมื่อวิหารเทพของพวกมันเปิดออก หากไม่มีสิ่งใดเอะอะอึกทึกเสียบ้างก็แปลกไปแล้ว”
ได้ฟังเช่นนี้ หลีซู่ค่อยคลายใจลงส่วนหนึ่ง อดยกย่องชื่นชมไม่ได้ “ผู้อาวุโสกล่าวถูกต้อง! พลังสภาวะนี้ขู่ขวัญผู้คนไปแล้ว!”
ผู้อาวุโสเซินแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ขู่ขวัญ? ชนเผ่าเทพสุริยันล่มสลายไปนานปี ผุสลายเป็นฝุ่นไปแล้ว กับแค่พลังสภาวะเพียงเท่านี้ มหาค่ายกลของสำนักเราก็สำแดงออกมาได้อย่างง่ายดาย! อย่าได้ถูกพลังผุกร่อนล้าสมัยเหล่านี้ข่มขวัญเอาแล้ว!”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว!” หลีซู่รีบรับคำ ดูเหมือนถ้อยคำของมันทำให้ผู้อาวุโสไม่ชอบใจ ดังนั้นรีบหันเหหัวเรื่องว่า “ผู้อาวุโส ท่านคิดว่ามีคนลอบล่วงหน้าไปก่อนหรือไม่?”
“เป็นไปไม่ได้!” ผู้อาวุโสเซินสั่นศีรษะ “ชนเผ่าเทพสุริยันกีดกันบุคคลภายนอกเป็นพิเศษ มองทั้งโลกเป็นเพียงเป้าหมายให้พวกมันปราบพิชิต วิหารเทพของพวกมันไหนเลยจะปล่อยให้ผู้อื่นเข้าไปได้? นอกเสียจากว่าคนผู้นั้นก็เป็นชนเผ่าเทพสุริยันเช่นกัน แต่นี่ยิ่งเป็นไป