าก หากเจ้าไม่สามารถทำลายผนังหิน ไหนเลยจะเข้าไปในซากโบราณสถานได้?”
จั่วม่อพลันหัวใจเย็นเฉียบ เงียบงันไปอึดใจใหญ่ ค่อยทำเสียงฮึดฮัด“ไม่มีหนทางอื่นเลยหรือไร?”
“ก็พอมีวิธี” เว่ยกล่าวเสียงขรึม
ราวกับคว้าเศษฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้าย จั่วม่อคึกคักขึ้นอักโข รีบถาม“วิธีการใด? รีบบอกมา!”
เว่ยมองหน้ามัน “เจ้าในเวลานี้สามพลังผสานรวมเป็นหนึ่ง หากสามารถรุดหน้าอีกขั้น อาจบรรลุพลังเทพที่แท้จริง และหากเจ้าสามารถบรรลุพลังเทพ ผนังหินนี้สำหรับเจ้าก็ง่ายดายปานพลิกฝ่ามือแล้ว”
“บรรลุพลังเทพ? ทำอย่างไรจึงจะสามารถบรรลุพลังเทพ? รีบบอกข้าเร็ว!” จั่วม่อจ้องมองเว่ยด้วยสายตาราวกับขอทานเฝ้ารอเศษอาหาร
ผูเยาแผดเสียงหัวร่อระคายหู แค่นเสียงเย้ยหยัน “ฮ่า! บรรลุพลังเทพ?”
เว่ยกล่าวอย่างอับจนปัญญาอยู่บ้าง “นี่เป็นเพียงความเป็นไปได้ทางหลักการเท่านั้น พลังเทพสำหรับเราแล้วห่างไกลมากเกินไป ไม่มีผู้ใดทราบว่าพลังเทพแท้จริงแล้วมีรูปลักษณ์เช่นไร หากมิใช่ว่าพลังทั้งสามสืบต่อมาจากพลังเทพ กระทั่งความเป็นไปได้ทางหลักการยังไม่มีด้วยซ้า สำหรับการบรรลุพลังเทพ เกรงว่าเจ้าต้องลองหาหนทางดูด้วยตัวเองแล้ว”
“อย่าเสียแรงเปล่า ตั้งใจฝึกฝีมือไปตามเดิมจะดีกว่า” ผูเยากล่าวอย่างมีนัยจากด้านข้าง จากนั้นร่างหายวับไป ทิ้งท้ายไว้เพียงหนึ่งประโยค“น่าเบื่อยิ่ง พวกเจ้าเล่นกันต่อไปเองเถอะ”
เห็นสถานการณ์ เว่ยได้แต่ยักไหล่ ผายมือกว้างอย่างจนหนทาง “ข้าก็ไม่ล่