“เจ้าไปปล้นชิงมา?” จั่วม่อเหม่อมองพืชปราณและข้าวปราณที่กองสุมเป็นภูเขาเล็กๆ รู้สึกหัวหมุนวิงเวียนอยู่บ้าง“ปล้นชิง?” ผูเยาแค่นเสียง “เพียงสิ่งของเล็กน้อยเท่านี้ ไหนเลยมีคุณค่าถึงขั้นเรียกว่าปล้นชิง?”อย่าได้เห็นว่าจั่วม่อมั่งคั่งรํ่ารวย แต่เมื่อใดกันที่จะมีโอกาสได้ชมดูพืชหญ้าและข้าวปราณกองโตเท่าภูเขาเช่นนี้? ดวงตาถึงกับเป็นประกายแวววาว เดินวนรอบภูเขาเล็กๆ ริมฝีปากสั่นสะท้าน“ทั้งกองนี้จะเป็นจิงสือมากมายเท่าใดกันหนอ!”ผูเยาพูดไม่ออก พลันรู้สึกอับอายเล็กน้อย ศิษย์ของมัน ศิษย์ของอสูรฟ้าผู้ทรงเกียรติเช่นมัน ไฉนเป็นเยี่ยงนี้! กระทั่งสินค้าเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ยังตื่นเต้นเสียจนแทบพูดไม่เป็นภาษา น่าอับอาย! น่าอับอายเหลือเกิน! หากมีคนรู้ว่าศิษย์ของมันเหลือทนถึงเพียงนี้… …กระทั่งผูเยาที่มีหนังหน้าหนาเท่ากำแพงเมือง ยังรู้สึกใบหน้าร้อนฉ่า“มาจากตระกูลเถียนใช่หรือไม่?” จั่วม่อนับว่าปฏิกิริยาตอบสนองไม่เชื่องช้า ทันใดนั้นหันมามองผูเยาอย่างคึกคักกระตือรือร้น “กลับไปเที่ยวกันอีกรอบเถอะ!”ท่ามกลางเสียงหัวร่อกระหึ่มของเว่ย ผูเยาสะบัดหน้าจากไปด้วยใบหน้าดำทะมึนจั่วม่อผู้ได้รับโชคลาภก้อนโต ไม่เพียงไม่ขุ่นข้องรำคาญ ยังรู้สึกเบิกบานใจไม่น้อย ห้องเรียนฝึกวิชายังคงเป็นไปในทางที่ดีมาก แต่ละห้องเรียนเพิ่มขนาดจากห้าสิบคนต่อห้อง กลายเป็นสองร้อยคนต่อห้อง และทุกครั้งที่เปิดห้องสอน จำนวนศิษย์ที่เข้าฟังการสอนยังล้นออกไป