ซางเว่ยหมิงมองลวดลายค่ายกลที่เจิดจ้าขึ้นทุกขณะ หน้าขาวเผือดจนไม่มีสีเลือด รีบร้องบอกพรรคพวกของจั่วม่อ “หนีเร็ว! ระวังค่ายกล!”เรื่องราวเมื่อบานปลายถึงขั้นนี้ ซางเว่ยหมิงรู้สึกเหมือนความตายกรายใกล้เข้ามาถึงศีรษะ แต่มันทราบว่าคนเหล่านี้ตั้งใจช่วยเหลือมัน เพียงแต่พวกมันยังไม่ตระหนักถึงอำนาจอิทธิพลของตระกูลเยิ่นในเมืองซวีหลิงด้วยนิสัยใจคอและความอาฆาตมาดร้ายของเยิ่นจิ้ง นางเมื่อถูกหยามอัปยศถึงขั้นนี้ พวกมันเกรงว่าไม่อาจรอดพ้นจากความตายได้!“เจ้าหนีไม่พ้นหรอก! จงปล่อยตัวคุณหนูเยิ่นในบัดดล พวกเราจะเว้นทางรอดให้เจ้า!” ผู้ดูแลร้านกล่าวกับจั่วม่อด้วยสุ้มเสียงเคร่งเครียดจั่วม่อกับพวกรู้สึกคล้ายมีพลังที่มองไม่เห็นกดทับพวกมันเอาไว้ ราวกับว่ามีภูเขาเล็กๆ ทับอยู่บนหลังไหล่ ส่วนบรรดาผู้คุ้มกันและผู้ดูแลร้านของศาลาเมฆาป้ายหยกบนเอวเปล่งแสงรางเลือนการเคลื่อนไหวของพวกมันไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อยเหล่าผู้คุ้มกันกับผู้ดูแลร้านค่อยคึกคักขึ้นอักโข ค่ายกลป้องกันของศาลาเมฆก่อตั้งโดยยอดฝีมือที่เชี่ยวชาญวิชาค่ายกลเงื่อนไขตํ่าสุดคือสามารถทนต่อการโจมตีของซิวเจ่อด่านจินตันแม้ว่ากลุ่มคนที่ขวัญกล้าบังอาจเหล่านี้แข็งแกร่งทรงพลัง แต่ภายใต้ค่ายกลขบวนใหญ่ พวกมันต่อให้ติดปีกก็ไม่อาจโบยบินได้ตามอำเภอใจ“พวกเจ้าหนีไม่รอดแน่! ข้าจะสับเจ้าเป็นพันๆ ชิ้น ไม่ให้พวกเจ้าได้ตายอย่างเป็นสุข!” เยิ่นจิ้งกรีดร้องหัวร่อราวเสียสติ!โดยไม่