“ข้าอยากรู้นักว่าตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่กำลังทำอะไรอยู่” หมิงเลี่ยทอดตามองหมอกโลหิตม้วนตัวไปมา รำพึงด้วยอารมณ์ความรู้สึกชุดยาวสีแดงเพลิงจัดจ้าบนร่างมันกระพือพัดตามลม หมิงเลี่ยผู้นี้ท่วงท่าสภาวะโอ่อ่าเถรตรงดุจกระบี่ คิ้วคมพาดเฉียงทอดยาวจรดเชิงผม ดวงตาเรียวยาว เผยประกายคมกล้า“ผู้ใดทราบ? แต่จะอย่างไรต้องดีกว่าเราแน่! สถานที่ผีสางนี้ทำให้ข้าแทบล้มป่วยแล้ว” บุรุษหนุ่มหน้ากลมข้างกายหมิงเลี่ยบ่นพึมพำ บนแผ่นหลังสะพายกระบี่ลายสนธรรมดาสามัญเล่มหนึ่งดวงตาครึ่งหลับครึ่งลืม ดูราวกับยังไม่ตื่นจากนิทรา มันเป็นศิษย์ผู้น้องของหมิงเลี่ย เรียกว่าซงเยวียนหมิงเลี่ยสีหน้าอับจนปัญญาอยู่บ้าง กล่าวอย่างขุ่นข้องว่า “เจ้าเจ้า เจ้าช่างไม่มีจิตปณิธานเอาเสียเลย ผู้คนตั้งมากมายหวังว่าจะได้รับเลือกมา เพื่อที่จะได้รับความดีความชอบมากขึ้น! แต่เจ้านับตั้งแต่วันแรกที่มา เจ้าก็เอาแต่รํ่าร้องจะกลับไป!”ซงเยวียนแค่นเสียง “ความดีความชอบ? เฮอะ ผู้คนต้องมีชีวิตน้อยๆ เหลือรอดไปรับความดีความชอบด้วย!”หมิงเลี่ยแย้มยิ้ม “บนสนามรบเจ้ายิ่งกลัวตาย เจ้าจะยิ่งตายได้ง่ายดายกว่าเดิม!”“ข้ามีเพียงชีวิตเดียว ตายไปก็ไม่เหลืออะไรแล้ว” ซงเยวียนชายตามองหมิงเลี่ย “ข้าไม่เหมือนคนบ้าการต่อสู้เช่นท่าน เสี่ยวเหยียผู้นี้ชมชอบสันติสุข!”หมิงเลี่ยเคยชินกับนิสัยใจคอของซงเยวียน หาได้มีโทสะไม่เพียงกล่าวอย่างงุนงงสงสัย “ข้าเพียงแปลกใจว่าศิษย์น้องเจ้าไฉนเกรงกลั