ที่เดิมประหนึ่งรูปปั้นหินที่ไม่เคยมีชีวิตระหว่างอสุภประหลาดกับจั่วม่อไม่มีสิ่งใดขวางกั้นอีก ผีเสื้อดำหายสาบสูญไปอย่างสิ้นเชิงอสุภประหลาดมองดูจั่วม่ออย่างเฉยเมย ดวงตาสีเทาว่างเปล่าไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใด ยังคงไม่ปรากฏสัญญาณของชีวิตกระทั่งในการต่อสู้อย่างดุเดือดเช่นนี้ มันยังคงไม่เผยประกายชีวิตแม้แต่น้อย!จั่วม่อความเย็นเยียบสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ!เจ้าผู้นี้มันตัวประหลาดอันใดกัน?“ผู เจ้ารู้หรือไม่?” จั่วม่อเพ่งมองตาเขม็ง รักษาท่วงท่าไม่เคลื่อนไหว สอบถามผูเยาอย่างร้อนรุ่ม“ไม่” ผูเยาสั่นศีรษะ จากนั้นเอ่ยปากเตือนที่หาได้ยากยิ่ง“ระมัดระวังให้มาก ข้าไม่สามารถมองเห็นระดับพลังของมัน!”จั่วม่อหัวใจดิ่งวูบ ระดับพลังที่กระทั่งอสูรฟ้าอย่างผูเยายังไม่อาจหยั่งวัด เช่นนั้น… …เว่ยพลันเอ่ยปากสอดคำอย่างกะทันหัน “ลองพยายามหาทางพูดคุยกับมัน บางทีมันอาจจะมีสติปัญญา”มีสติปัญญา? จั่วม่อหัวใจโลดขึ้น รีบถามอย่างนอบน้อม“ท่านที่นับถือเป็นใคร?”อสุภประหลาดที่คล้ายรูปปั้นบิดลำคอดังแกรกๆ ดวงตาสีเทาจ้องมองจั่วม่อเขม็ง จากนั้นเปล่งเสียงระคายหูออกจากลำคอ “ซี่ ซี่… …”เสียงแปลกหูที่ยากจะบอกได้ว่าคล้ายเสียงอันใด ทำให้จั่วม่อขนลุกเกรียว“ซี่ ซี่… …คน… …”อสุภประหลาดสุ้มเสียงแหบพร่าคลุมเครือ ราวกับว่าไม่ได้เอ่ยปากกล่าววาจามานานเกินไปแต่จั่วม่อได้ยินคำว่า ‘คน’ อย่างชัดเจน เป็นไปตามที่เว่ยสงสัยมันมีสติปัญญา! สำหรับ