ถึงความโง่เขลาเบาปัญญาและคับแคบของตน ที่เอาแต่เปรียบเทียบตัวนางเองกับเหล่าผู้คนในตำหนักศาสตร์อสูร นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นางเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่ายังมีโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลรอคอยนางอยู่ที่ภายนอกสังเกตเห็นในดวงตามู่ซีสาดประกายร้อนแรงด้วยจิตวิญยาณการต่อสู้ ท่านประมุขตระกูลผู้มากประสบการณ์เข้าใจสิ่งที่นางคิดในทันที อดแย้มยิ้มน้อยๆ อย่างเอื้อเอ็นดูไม่ได้“เรื่องนี้ราวจะไม่จบสิ้นเพียงเท่านี้ หากได้รับความช่วยเหลือจากต้าเหรินที่สามารถก่อเกิดดาวพร่างกลางทิวา ไม่ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนใดล้วนคุ้มค่า สิ่งนี้พวกเราล่วงรู้ บรรดาต้าเหรินในสภาผู้อาวุโสล่วงรู้ แต่ซิวเจ่อก็ล่วงรู้ด้วยเช่นกัน” ประมุขตระกูลสงบเยือกเย็นยิ่ง “ในเมื่อเบาะแสทั้งหมดชี้ไปยังสำนักกระบี่สุญตา ดังนั้นมิใช่ว่าเราไม่มีทิศทาง”มู่ซีงุนงงสงสัยอยู่บ้าง ในความเห็นของนาง ตระกูลของนางไม่สมควรกระโจนเข้าเกลือกกลั้วกับปลักนํ้านี้ท่านประมุขคล้ายเห็นความฉงนงุนงงในใจมู่ซี จึงกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ตระกูลไม้วังทะเลสาบเรามีอำนาจอยู่บ้าง รวมถึงอิทธิพลในดินแดนซิวเจ่อ แต่สภาผู้อาวุโสสมควรสืบสวนเรื่องนี้ต่อไปในทางลับ”“เช่นนั้นไม่เท่ากับเราพยายามสูญเปล่าหรือ?” มู่ซีถาม“ฮ่าฮ่า อาจดูเหมือนว่าเราพยายามสูญเปล่าจริงๆ” ท่านประมุขหัวร่อฮาฮา ดวงตาพลันสาดประกายคมกล้า “แต่หากต้าเหรินท่านนี้เป็นผู้อาวุโสที่รอดชีวิตจากมหาสงครามเมื่อสามพันปีก่อนเล่า?”มู่ซีทีแรกต