องครักษ์เกราะทองยืนนิ่งเหมือนหุ่นไม้ ผูเยาสองมือเบ่งบานดุจบุปผา ศาสตร์อสูรกระหนํ่าเทลงมาดุจห่าพิรุณ แทรกหายเข้าไปในร่างขององครักษ์เกราะทอง“เสียดายที่วัตถุดิบขาดไปเล็กน้อย” เว่ยพึมพำอย่างเศร้าเสียดายอยู่บ้างเนื่องจากฝีมือการผสานรวมอันเลิศลํ้าของผูเยา กับพลังงานภูตทมิฬปริมาณมหาศาลที่องครักษ์เกราะทองดูดซับจากดินแดนอันร้ายกาจนี้ พวกมันจึงมีเงื่อนไขเพียงพอให้ยกระดับขึ้น สิ่งเดียวที่เว่ยรู้สึกว่าน่าเสียดายอย่างแท้จริง คือองครักษ์เกราะทองเหล่านี้ก่อนตายล้วนเป็นซิวเจ่อที่ฝึกปรือกระบี่ กระบี่ขนาดเท่าบานประตูที่พวกมันถืออาจดูน่ากลัวกวั่ แต่หากเปลี่ยนเป็นปิศาจที่มีร่างกายแข็งแกร่ง พลังของพวกมันจะสูงส่งกว่านี้อีกหลายขั้น“แค่ใส่ใจกับสิ่งที่เรามีก็พอ” ผูเยากล่าวอย่างเฉื่อยชา “เทียบกับในอดีต ระยะหลังมานี้นับว่าดีกว่ามากแล้ว”“อา” เว่ยผงกศีรษะ เห็นพ้องกับผูเยาอย่างเต็มที่สำหรับจั่วม่อกับพวก ดินแดนอันร้ายกาจนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นสถานที่อันยํ่าแย่ แต่สำหรับผูเยากับเว่ย ที่นี่ยังดีกว่าภูเขาสุญตามาก อย่างน้อยที่สุด พวกมันไม่จำเป็นต้องกังวลอยู่ตลอดเวลา ว่าจู่ๆ ตาเฒ่าหนังเหี่ยวจะเข้ามาพร้อมกระบี่ของมัน เพื่อกำจัดปิศาจพิฆาตอสูร“ศิษย์ของเจ้าดูเหมือนจะเจอปัญหาเข้าแล้ว” เว่ยสะกิดเตือนผูเยา“ข้าไม่อาจช่วย้เหลือมัน” ผูเยากล่าวอย่างไม่แยแส สองสือกรีดวาดไม่หยุดยั้ง “หรือว่าเจ้าเข้าใจวิธีการหลอมส้ร้างของซิวเจ่อ