กันเล่า?”เว่ยสั่นศีรษะ “ปิศาจฝึกปรือสังขารร่างกาย ไม่สามารถหลอมสร้างยุทธภัณฑ์”“ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่สามารถเข้าใจ แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าใจต่างหาก” ผูเยากระจ่างชัดในวิธีการของซิวเจ่อ “อสูรฝึกปรือจิตสำนึก ปิศาจฝึกปรือสังขารร่างกาย จะต้องหลอมสร้างยุทธภัณฑ์อันใด? หากมันต้องการเล่นกับวิชาหลอมสร้างของมัน มันได้แต่พึ่งพาตัวเอง”เว่ยเงียบงันไปครู่ใหญ่ ก่อนโพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน “ไฉนเจ้าไม่ให้มันฝึกปรือศาสตร์อสูรกับทุกษะปิศาจพร้อมกัน?”“หากเจ้าไม่อยากให้พวกเราพากันดับดิ้นไปด้วยกัน ทางที่ดีอย่าได้มีความคิดอันตรายเช่นนี้อีก” ผูเยากล่าวเตือน “หากมันตาย ทั้งเจ้าและข้าล้วนไม่มีปัญหาหลบหนีรอดพ้น เฮอะ หากมันฝึกปรือทักษะปิศาจ จะต้องทำให้ข้ารู้สึกอกสั่นขวัญแขวนอยู่ตลอดเวลา ผู้ใดใช้ให้วิถีฝึกปรือสังขารปิศาจของพวกเจ้าอันตรายถึงเพียงนั้นนกันเล่า ข้าไม่อยากตายก่อนเวลาอันควร”“วิถีฝึกปรือสังขารปิศาจไม่ได้อันตรายอย่างที่เจ้าคิด… …”ผูเยาขัดจังหวะเว่ยอย่างอดรนทนไม่ได้ “ในเมื่อมีมรรคาที่ปลอดภัย แล้วไยต้องเสี่ยงภัยด้วย? สมองเจ้าใช่มีปัญหาหรือไม่? หากเจ้าเพียงต้องการหาผู้สืบทอดชุดเกราะเส็งเคร็งของเจ้านอกเหนือจากมัน เจ้าสามารถเลือกหยิบเอาใครก็ได้ทั้งนั้น ค่ายเว่ยมีผู้คนตั้งมากมาย แค่เลือกมาสักคนเท่านั้น ซู่หลงก็ไม่เลว เป็นไร? เจ้าเคยคิดเรื่องนี้หรือไม่?”เว่ยสั่นศีรษะ “พรสวรรค์ของมันไม่สูงพอ”“ลืมตาตื่นได้แล้ว!” ผูเยาเต็มไป