ตามไปเบื้องหลังดุจเงาตามตัวเหวยเสิ้งระบายลมหายใจออก ฟู่ว หมอกภูตที่อยู่ห่างออกไปสามจั้งฉีกขาดเป็นช่องกว้าง ราวกับว่าถูกเจตจำนงกระบี่ที่มองไม่เห็นตัดผ่าน มันมีสีหน้าพึงพอใจ อาจบางทีการสั่งสอนผู้อื่นกลับกลายเป็นการทบทวนตัวเองไปด้วย มันมีความเข้าใจลึกซึ้งกว่าเดิม ทำให้รุดหน้าไปอีกก้าวใหญ่ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นมาจากกระโจมของจั่วม่อ …เป็นเสียงของศิษย์น้อง!เหวยเสิ้งร่างหายวับไปในบัดดล“อ๊าก เจ็บ เจ็บ! ฮู่ว ฮู่ว เจ็บปวดเหลือเกิน!”ภายในกระโจม เห็นจั่วม่อกระโดดเหยงๆ ราวกับมีไฟลุกไหม้อยู่ที่ก้น ปากอ้ากว้างจมูกกับคิ้วย่นเข้าหากัน จนแทบกระจุกรวมกัน“เจ็บปวด… …อูย… …เจ็บมาก!”จั่วม่อวิ่งพล่านสะเปะสะปะไปรอบกระโจมดุจไก่ไร้หัว ประหนึ่งว่าการทำเช่นนี้จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้แก่มันได้ เจ้าเพลิงน้อยดูเหมือนได้พบของเล่นใหม่ คึกคักแจ่มใสขึ้นมาทันที มันกระโดดเข้าเกาะหลังจั่วม่อ แกว่งไปแกว่งมา พร้อมเปล่งเสียงร้องสดใสเริงร่ามองดูภาพอันปั่นป่วนวุ่นวายนี้ เหวยเสิ้งฝืนยิ้มเหยเก แต่ค่อยคลายใจลง “ศิษย์น้อง เกิดอะไรขึ้น? เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”“ซี๊ด… …ซี๊ด… …”เสียงสูดปากอย่างเจ็บปวดของจั่วม่อได้ยินชัดเจน มันวิ่งไปพลาง โบกมือปฏิเสธไปพลาง “ไม่มีใด … …อูย… …ไม่มีเรื่องราวใด!”เจ้าเพลิงน้อยยิ่งรู้สึกสนุกสนานกว่าเดิม ดูเหมือนพยายามเลียนแบบเสียงสูดปากของจั่วม่อ “จี้จี้ … …จี้ … …จี้จี้!” จั่วม่อถลึ