ปัง ปัง ปังเสียงเคาะประตูปลุกหนานเยว่ตื่นขึ้นมา เมื่อวันวานนางเหน็ดเหนื่อยอย่างแท้จริง ถึงกับหลับเป็นตายเลยทีเดียว นางพยายามถ่างหนังตาที่หนักอึ้ง เปิดประตูออกไปดู แต่พอเห็นคนภายนอกชัดตา อาการง่วงงุนงัวเงียพลันหายวับเป็นปลิดทิ้งผู้ที่เคาะประตูคือฉีเหล่าซือ ใบหน้ามันประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเป็นกันเองด้านหลังมันเป็นผู้คนกลุ่มใหญ่ยืนเรียงรายหน้าสลอน หนานเยว่รู้สึกว่าใบหน้าเหล่านั้นดูคุ้นตาอยู่บ้าง แต่เมื่อนางเห็นประมุขตำหนักของตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วง อดตะลึงงันไม่ได้“หนานเยว่ พวกเราคงไม่ได้มารบกวนการพักผ่อนของเจ้ากระมัง?” ฉีเหล่าซือสุ้มเสียงอบอุ่น เต็มไปด้วยความห่วงใยกังวล ไม่เหลือเค้าเข้มงวดดุดันตามปกติ ราวกับว่ากลายเป็นคนละคนไปอย่างสิ้นเชิง“อ้อ ไม่รบกวน ไม่รบกวน” หนานเยว่สั่นศีรษะตามสัญชาตญาณนางในที่สุดค่อยนึกออกว่าผู้เฒ่าเหล่านี้ไฉนดูคุ้นตานัก พวกมันล้วนเป็นเหล่าผู้อาวุโสของตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วง!หนึ่ง สอง สาม … …สิบสอง!หนานเยว่หนังศีรษะชาหนึบ ผู้อาวุโสทุกท่านในสภาผู้อาวุโสตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วงล้วนยืนอยู่หน้าบ้านนาง! ผู้อาวุโสเหล่านี้ปกติมีท่าทีสูงส่งไม่แยแส ยามนี้ถึงกับแย้มยิ้มพริ้มพราย แผ่ซ่านกลิ่นอายเป็นกันเองออกมาไม่ขาดระยะ ระดับสูงของตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วงล้วนอยู่ที่นี่พร้อมหน้า ไม่ขาดหายไปแม้แต่คนเดียวเห็นหนานเยว่ยังคงยืนตะลึงงัน ฉีเหล่าซือย่อมเข้าใจว่าเป็นเรื่อ