้หรือไม่?” จั่วม่อถามอย่างระมัดระวัง“แจกแจง?” ผูเยางงงันวูบ มันไม่เคยคิดถึงปัญหาเรื่องการรับศิษย์มาก่อน จู่ๆถูกจั่วม่อถามเช่นนี้ มันถึงกับอับจนถ้อยคำ ต้องเอียงคอ หวนคิดย้อนกลับไปถึงตอนที่เหล่าซือรับมันเป็นศิษย์“อืม นึกออกแล้ว ก่อนที่เจ้าจะรับศิษย์ของตัวเอง เจ้าจะต้องเดินทางไปยังตำหนักศาสตร์อสูรแห่งแรกในภพอสูร จารึกนามของเจ้าเข้าไปในหออสูรฟ้าเสียก่อน”เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ผูเยาทันใดนั้นรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง มันยังจดจำความหวังที่เหล่าซือตั้งไว้กับมันได้ มันแม้กลายเป็นอสูรฟ้าตนหนึ่ง แต่เนื่องเพราะเหตุบางประการ จดแล้วจนรอดก็ยังไม่บรรลุความหวังของเหล่าซือเสียที(*อสูรฟ้าเป็นคำเรียกอสูรด่านลิ่วหลุน หรือด่านพลังที่หกของฝ่ายอสูร เทียบเท่าฝ่านซูของซิวเจ่อ เหนือล้ ากว่าจินตันสองด่าน)ข้อเรียกร้องนี้ทำให้จั่วม่อประหลาดใจไม่น้อย“อ้อ เจ้าไม่ต้องการให้ข้าสัตย์สาบานหรือ?“ไม่จำเป็น”“ไม่มีกฏเกณฑ์?”“ไม่มี”“ไม่มีข้อห้าม?”“ไม่มี”จั่วม่อยิ่งถามมากเท่าใด ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาดมากขึ้นเท่านั้น สำนักนี้ อ้อ ในความเข้าใจของมัน ตำหนักศาสตร์อสูรของผูเยาเป็นสำนักแห่งหนึ่ง ข้อกำหนดในการรับศิษย์เข้าสำนักของสำนักแห่งนี้เรียกได้ว่าต่ ามากจริงๆ สำหรับการเข้าสู่หออสูรฟ้าจั่วม่อไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอันใดรับศิษย์? เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องใดกับมัน หออสูรฟ้าอันใด สถานที่ผีสางที่ใดก็ไม่รู้แต่จะไปยากอะไร ขอเพียงมันไม่รับศิษย