!” กงซุนชากล่าวเสียงราบเรียบอย่างที่คาดไว้จากเจ้าบ้าสงคราม… …“โอ้ แล้วเราจะไปเสาะหาตัวอ่อนเมฆวารีจากที่ใด? สามารถหาซื้อหรือไม่? กงซุนชาถามต่อ“ไม่ทราบได้” จั่วม่อสั่นศีรษะ มันมองอากุ่ยพลางกล่าวว่า “พวกเราต้องลองตรวจสอบดู”มันพลันฉุกใจคิด หยิบอินกุยออกมาจากแหวน กงซุนชาถูกดึงดูดความสนใจรู้สึกประหลาดใจมาก “ศิษย์พี่ยังเก็บสิ่งนี้ไว้ด้วย! ข้าไม่ได้ฟังมานานมากแล้ว!”“ใช่ ข้าเองก็มิได้ฟังนานมากแล้วเช่นกัน” จั่วม่อกล่าวพลางประจุพลังปราณเข้าไปในอินกุยสุ้มเสียงสงบราบเรียบแว่วออกมาจากอินกุย ฟังดูใกล้ชิดสนิทสนมอย่างบอกไม่ถูกภายใต้แสงจันทร์เรืองรอง จั่วม่อกับกงซุนชาทอดอารมณ์ฟังอินกุยอย่างเกียจคร้าน อากุ่ยนั่งอยู่เคียงข้างพวกมันเงียบๆรุ่งเช้าวันถัดมาคืนวันวานคงเป็นคืนที่ยากลำบากสำหรับหลายคน ผู้คนมากมายดวงตาแดงก่ าด้วยสายเลือด บางคนมีสีหน้าหนักหน่วง จำนวนคนในค่ายลดน้อยลงมากกงซุนชาสีหน้าสบายอกสบายใจยิ่ง ค่ายจูเชวี่ยไม่มีคนจากไปแม้แต่คนเดียวผู้คนที่จากไปส่วนมากเป็นค่ายตะวันออกกับค่ายตะวันตก จากผู้คนสองพันคนหลงเหลืออยู่น้อยกว่าแปดร้อยคน“ทีนี้ข้าก็สามารถเติมค่ายจูเชวี่ยได้เต็มจำนวนเสียที” กงซุนชากล่าวด้วยรอยยิ้ม(คงยังไม่ลืมกันว่ากงซุนชาตั้งใจให้ค่ายจูเชวี่ยมีสิบสองกองร้อย หกกองร้อยในปัจจุบันนับว่าเป็นแค่ครึ่งเดียว พอเหลือคนอยู่เจ็ดร้อยคน เจ้าตัวเลยดีใจ)ค่ายจูเชวี่ยไม่มีคนจากไป ค่ายเว่ยย่อมไม่มีผู้จากไป