ึกล้ำขึ้น ม้าฝานมีความคิดมากมาย หลังจากที่กลายเป็นแกนหลักของกองทัพมาช่วงหนึ่ง มุมมองที่มันใช้มองปัญหาก็แตกต่างจากซิวเจ่อทั่วไปมาก
“อา เราถล่มหอสาขามารดามันมากมายถึงเพียงนี้ หอสำนักนอกย่อมมิอาจนิ่งนอนใจได้พวกมันจะต้องส่งคนมาจัดการกับเรา” ม้าฝานกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด “พวกเรามีผู้คนไม่มาก หากถูกศัตรูล้อมกรอบได้สำเร็จ วันของเราก็จบสิ้นเท่านี้แล้ว เราต้องการพื้นที่ดังนั้นจำเป็นต้องฉุดลากเอาศัตรูไปเรื่อยๆ คอยเล่นเอาเถิดเจ้าล่อ เพื่อหาโอกาสที่ดี”
เซี่ยซานตากระจ่างวาบ ปรบมือชื่นชม “ใช่แล้ว! ด้วยวิธีนี้ เราจะค่อยๆ เขมือบศัตรูลงไปทีละน้อย”
ม้าฝานยิ้มพลางกล่าวว่า “สิ่งที่เราคิดได้ แม่นางน้อยไยจะไม่คิดไว้แล้ว? อย่าห่วงเลยสถานที่อื่นข้าไม่ทราบ แต่ภายในอาณาจักขุนเขาน้อยแห่งนี้ ข้ามั่นใจว่าไม่มีผู้ใดเหนือกว่าแม่นางน้อยอีกแล้ว”
“ฮ่าฮ่า” เซี่ยซานรับคำอย่างยิ้มแย้ม “นั่นก็ใช่แล้ว”
“อีกนานเท่าใดเจ้าจะเข้าถึงด่านจินตัน?” ม้าฝานถามอย่างกะทันหัน
“ไม่ทราบ แต่ข้ารู้สึกได้ว่าจะฝั่าด่านในไม่ช้า อย่างที่คาดไว้ การต่อสู้คือวิธีการฝึกปรือที่ดีที่สุด” เซี่ยซานกล่าวปนหัวร่อ
“แล้วหลังจากเข้าสู่จินตันเล่า? เจ้าจะไปที่ใด?” ม้าฝานถามเสียงหนักอึ้งอยู่บ้าง
“เจ้าไม่ต้องมาทดสอบข้า” เซี่ยซานหัวร่อ “แน่นอนว่าข้าจะยังคงติดตามเหล่าปั่านไปสุดหล้าฟั้าเขียว อันที่จริง ข้าอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง”
“อยากรู้อยากเห็นอันใด?” ม้าฝาน