น้ำลายอย่างฝืดคอ แต่มันสงบเยือกเย็นกว่าผู้เป็นน้องชาย เมื่อใดที่หวนคิดถึงสตรีซิวเจ่อผู้แปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัว ยังคงจมอยู่ในความอกสั่นขวัญแขวนไม่คลาย
“อย่าลืมสตรีนางนั้น” สุ้มเสียงมันแหบแห้ง
รอบข้างพลันเงียบกริบดุจปั่าช้า ความหวาดผวาตรึงแน่นอยู่ในดวงตาทุกผู้คน หลังจากชมดูการสังหารหมู่โดยไร้สุ้มเสียงคราวนั้น สามคนในกลุ่มพวกมันหวาดหวั่นขวัญผวาไม่คลาย เป็นระยะเวลานาน จนพลังบำเพ็ญเพียรแตกซ่าน เสียงกรีดร้องก่อนตายของพวกมัน ยังคล้ายสะท้อนก้องอยู่เต็มสองหูของทุกคน
เปลวไฟแห่งความละโมบในดวงตาพวกมันเหมือนถูกถังน้ำเย็นราดรดในบัดดล
เจี่ยงห่าวสั่นสะท้าน แต่ยังฝืนเค้นรอยยิ้มบิดเบี้ยว พลางกล่าว “คนที่จะไปหาพวกมันคือหอสำนักนอก ไม่ว่าสตรีนางนั้นจะร้ายกาจปานใด นางก็มีคนเดียว… …” กล่าวไปกล่าวไป เสียงก็แผ่วลงแผ่วลง ใบหน้าเผือดสีลงทุกขณะ
“ไม่ว่าจะมีผลประโยชน์มากมายเท่าใด แต่ยังต้องมีชีวิตไว้เพลิดเพลินกับมัน” เจี่ยงเหวยดวงเต็มเต็มไปเส้นเลือดแดงก่ำ กล่าวหนักๆ “ในเมื่อหอสำนักนอกกำลังค้นหาพวกมันช้าเร็วก็ต้องต้องหาพบอยู่ดี ไม่แน่ว่าให้หาพบช้าลงอาจจะดีกว่า การต่อสู้ของพวกมันเป็นประโยชน์ต่อเรา บางทีเราอาจสามารถออกจากสถานที่บัดซบนี้ได้เสียที”
“พี่ใหญ่ ท่านประเมินพวกมันสูงส่งเกินไปแล้ว” เจี่ยงห่าวแย้งด้วยรอยยิ้มเต็มฝืน
“มิใช่ว่าข้าประเมินพวกมันสูงส่ง แต่ข้าภาวนาให้พวกมันทำสำเร็จ!” เจี่ยงเหวยกล่าวพลางทอดถอน