เหยียดหยาม “ซิวเจ่อพวกเจ้าเมื่อฝึกปรือพลังปราณ พวกมันมิใช่ต้องใช้ควบคู่กับเพลงกระบี่หรือเวทวิชาเซียนหรอกหรือ? ปิศาจก็เป็นเช่นเดียวกัน นอกจากฝึกปรือสังขาร ก็ต้องพึ่งพาทักษะปิศาจ ซึ่งจะสอนเจ้าว่าจะใช้พลังสังขารอย่างไร”ผูเยาหยุดเรียบเรียงความคิดอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง จากนั้นกล่าวสืบต่อ“แนวคิดของพวกปิศาจแปลกพิสดารยิ่ง พวกมันคิดว่าสังขารของพวกมันเป็นแหล่งกำเนิดพลังที่สำคัญที่สุด เป็นต้นตอของความแข็งแกร่งทั้งมวลของพวกมัน แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าร่างกายเป็นกรงขัง แม้ว่าเจ้าจะบรรลุถึงด่านสองขุนเขาแต่อันที่จริง ต่อให้เวลานี้เจ้าครอบครองทักษะปิศาจชนิดหนึ่ง และใช้ทักษะปิศาจนั้นได้อย่างช่ำชองก็ตาม เจ้าก็ยังไม่สามารถใช้พลังสูงสุดของตัวเองได้ แม้ว่าทักษะที่เจ้าใช้จะสามารถรีดเค้นพลังสังขารขั้นสูงสุดในร่างกายของเจ้าออกมาได้ แต่ร่างกายของเจ้าจะทานทนไม่ไหว ถูกทำลายไปเสียก่อน นี่คือส่วนที่ย้อนแย้ง ซึ่งพวกปิศาจมักกล่าวว่าร่างกายเป็นกรงขัง เนื่องเพราะร่างกายไม่สามารถทนต่อพลังสังขารขั้นสูงสุดของตัวเองได้”“ที่แท้เป็นเช่นนี้” จั่วม่อเข้าใจทันที วาจาของผูเยาสมเหตุสมผลยิ่ง ทันใดนั้นมันพลันนึกถึงเปั้าหมายที่แท้จริงในคราวนี้ รีบสอบถามว่า“เช่นนั้นพลังอภิญญาของข้าก่อเกิดขึ้นแล้วหรือไม่?”“ลองตรวจสอบดูว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่?” ผูเยาเตือนอย่างอับจนปัญญา การสั่งสอนชี้แนะเณรน้อยนี่ช่างเหน็ดเหนื่อยเสียจริง“ผิดปกติ?”