ม่ได้เป็นไปตามคำพูดของกงซุนชา ในวันที่สาม พวกมันก็พบกับซิวเจ่อที่ยังมีชีวิต เพียงแต่คนเหล่านี้อาจไม่ว่างให้สอบถาม เนื่องเพราะพวกมันกำลังทำสงครามกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน จั่วม่อได้แต่กล่าวว่า”รอดูไปก่อน” เรือเมล็ดอินทผลัมถอยกลับไปหลบซ่อนอยู่ในหมู่เมฆ ลอบจับตามองการต่อสู้ด้านล่างอย่างเงียบเชียบนั่นเป็นซิวเจ่อสองกลุ่มกำลังโรมรันพันตู เห็นกระบี่บินยุทธภัณฑ์เวทสาดพุ่งไปมาไม่ขาดสายผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในด่านหนิงม่าย ที่หายากกลับเป็นชนชั้นจู้จีที่มีอยู่ไม่กี่คนฉุนอวี๋เฉิงชมดูอยู่อึดใจหนึ่งก็หันกลับไปครุ่นคิดเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ของมันต่อ มันไม่มีความสนใจต่อการต่อสู้ฆ่าฟัน จั่วม่อกับกงซุนชาก็เบื่อหน่ายจนแทบหาวออกมา“เล่นหมากรุกสงครามกันต่อดีหรือไม่?” กงซุนชาหันมาถามจั่วม่อกวาดตามองมันแวบหนึ่ง สั่นศีรษะ “ไม่ จัดการธุระของเราเสียก่อน”เวลานี้กงซุนชากลายเป็นกำลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกมันในช่วงสามเดือนที่ล่องมาตามเส้นทางใต้น้ำ เจ้าคนงมงายสงครามผู้นี้พัฒนารุดหน้าไปด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ ฝีมือบัญชาการยิ่งเผ็ดร้อนช่ำชองมากขึ้นทุกขณะ จำนวนของสัตว์ปราณที่กลายเป็นผีไร้ญาติใต้เงื้อมมือมันมีมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว สามองครักษ์เกราะทองในมือของมันสามารถเรียกได้ว่าเทพอสูรสงครามอย่างแท้จริง แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังทำให้ถุงเงินของจั่วม่อโปั่งพองอย่างน่ายินดีอีกด้วยนับตั้งแต่ได้พบเห็นกอ