กระบี่ก็เหาะเหินเข้ามาจากทุกทิศทางด้านหน้าสุดเป็นท่านเจ้าสำนักเผยเหยียนหราน กับผู้อาวุโสสี่สือฟั่งหรงลำแสงที่พวยพุ่งออกมาตอนจั่วม่อออกมาจากค่ายกล ก่อกวนสำนักกระบี่สุญตาแทบถล่มทลายเมื่อเผยเหยียนหรานเห็นจั่วม่อ หัวคิ้วก็แทบขมวดเป็นปม แต่กลับเป็นปกติในทันทีด้านข้างมัน สือฟั่งหรงมีสีหน้าปลาบปลื้มยินดีสี่ศิษย์ที่เฝั้าระวังหลังภูเขาเมื่อพบเห็นเผยเหยียนหรานกับสือฟั่งหรง พลันแตกตื่นลนลาน รีบค้อมกายคารวะอย่างรวดเร็ว พวกมันอดไม่ได้ ต้องลอบประเมินความสำคัญของจั่วม่อที่มีต่อเหล่าผู้อาวุโสใหม่อีกครั้ง“ไม่เลว ในที่สุดเจ้าก็ออกมาจากการปิดด่านฝึกตนเสียที” เผยเหยียนหรานกล่าวอย่างอ่อนโยน “อาจารย์เจ้าเฝั้ารอจนแทบนั่งไม่ติดแล้ว”“เจ้าออกมาก็ดีแล้ว!” สือฟั่งหรงรักใคร่เอ็นดูศิษย์อัจฉริยะผู้นี้ยิ่ง แต่มันยังเป็นต้นเหตุของอาการปวดเศียรเวียนเกล้าอีกด้วย ปากกล่าวคำหนึ่ง ขอบตาก็แดงรื้นจั่วม่อรู้สึกจมูกแสบร้อน ในใจซาบซึ้งตื้นตัน โค้งคำนับต่ำจรดพื้น “ศิษย์คารวะซือฟูั่!”หลังจากสนทนากับจั่วม่ออยู่ครู่ใหญ่ ท่านเจ้าสำนักก็กลับไป มีเรื่องราวมากมายที่มันต้องรีบไปจัดการ สือฟั่งหรงร่วมทางกับจั่วม่อกลับไปยังลานน้อยลมตะวันตกเมื่อทั้งคู่มาถึงปากทางเข้าหุบเขา ก้อนกลมๆ สีขาวก็พุ่งเข้าชนจั่วม่อ จั่วม่อไม่ทันระวัง ถูกโถมใส่จนล้มก้นกระแทกพื้น เป็นนกโง่! นกโง่ซุกศีรษะเข้ามาในอ้อมแขนมันเกลือกกลิ้งไปมา จั่วม่อดุว่า “เจ้านกโง่นี่!