่สับมันโดยตรงเท่านั้น! แต่ร่างกายของคนในค่ายกลผู้นั้น จุ๊จุ๊ บอบบางนิ่มนวลกว่าคนรักของข้าเสียอีก อ้อ เจ้าก็เหมือนกัน หากเป็นข้า…”หนานเหมินหยางยิ่งกล่าวยิ่งตื่นเต้นเมามัน มือซ้ายกระชากเสื้อออกจากร่าง มือขวากำเป็นหมัด ทุบอกหยาบหนาบึกบึนดุจโลหะของมันอย่างรุนแรง พ่นลมหายใจหนักหน่วงผ่านจมูกราวกับลิงยักษ์ตัวหนึ่งบอบบางนิ่มนวล…ใบหน้าหล่อเหลาดุจหยกของหวีปั๋ายบิดเบี้ยวในบัดดล พลังปราณในร่างพลุ่งพล่านอย่างคลุ้มคลั่ง จนแทบจะหลุดจากการควบคุม ไม่ผิดอันใดกับพายุคลื่นยักษ์ พร้อมจะระเบิดได้ตลอดเวลา!เยือกเย็นเข้าไว้…หนานเหมินหยางไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้แม้แต่น้อย มันประดุจวัวคลั่ง ตาแดงก่ำจ้องมองขบวนค่ายกล กระตือรือร้นที่จะลองดูสักตั้ง ปากของมันยังพล่ามไม่หยุดแม้แต่แวบเดียว“ดูกระบี่ที่พวกเจ้าใช้สิ บอบบางอย่างกับตะเกียบ นี่ใช้งานได้จริงๆ หรือไม่? บุรุษแท้สมควรใช้กระบี่เช่นนี้ต่างหาก!” แค่กล่าวยังไม่พอใจ มันยกกระบี่ขนาดเท่าบานประตูขึ้น แกว่งหนักๆ สองสามรอบ แล้วกล่าวต่ออย่างภาคภูมิใจ “เป็นไร? ไม่เข้าใจหรือ? ข้าจะแอบบอกเจ้าเป็นการส่วนตัว คนรักของข้าบอกข้า ต้องขนาดใหญ่! ต้องใหญ่! ต้องใหญ่ขึ้นอีก! ยอดบุรุษ! ต้องใช้กระบี่ใหญ่!”กล่าวถึงตรงนี้มันพลักชะงักกึก ลังเลแวบหนึ่ง ก่อนจะลดเสียงลง ถามอย่างกังขา“เจ้าเป็นบุรุษจริงๆ หรือ?”พริบตานั้น สายตาทุกคู่หันขวับไปทางหวีปั๋ายต่อให้อดทนกว่านี้ หวีปั๋ายสุดท้ายก็ไม่อ