งปีก่อนตอนที่ข้าฟืนขึ้นมา ทุกอย่างที่ข้าคิดก็แค่การเอาชีวิตรอดอยู่ในสำนัก ในเวลานั้นข้าไม่มีความคิดหวัง ไม่เคยนึกถึงเรื่องราวในภายหน้า ข้าเคยชินกับการอยู่ที่นี่ คุ้นเคยกับภูเขาแห่งนี้ ต่อมาซือฟูั่ก็ดีกับข้า แม้ว่านางอาจอารมณ์ร้ายอยู่บ้างก็ตาม ยังมีศิษย์พี่เหวยเสิ้ง มีเหล่าเฮย ศิษย์พี่หญิงหลี่อิงฟั่ง เสี่ยวกั่ว…”“แม้ว่ามีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ แต่เจ้าก็ไม่ปัญญาทำอะไรได้เลย” ผูเยากล่าวอย่างเฉยเมย“ข้ารู้” จั่วม่อดวงตามืดหม่นลง “พลังอำนาจของข้าอ่อนแอยิ่ง หากมีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้นจริง ข้าก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ไม่อาจช่วยใครได้”“แล้วนั่นไม่ใช่สิ่งที่สมควรจะเป็นหรอกหรือ?” คำถามของผูเยามีแววประหลาด“แต่ข้าไม่ยินยอมพร้อมใจ…” มองไปยังหมู่ดาวบนฟั้าไกล จั่วม่อกระซิบแผ่วเบาผูเยากลับกลายเป็นเงียบงัน มันคล้ายหวนรำลึกถึงเรื่องราวบางประการเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น จั่วม่อแล่นไปยังท้องทุ่งปราณที่เช่าไว้ ดูแลจัดการจนถ้วนทั่ว ขณะกำลังเตรียมที่จะออกไป กลับมีคนมาเสาะหามัน“ท่านใช่จั่วเซียนเซิง* เกษตรกรปราณจั่วม่อ หรือไม่?” ผู้มาถามอย่างสุภาพ ใบหน้าทอประกายปัญญา(*เซียนเซิง – ท่าน เป็นคำยกย่อง มักใช้เรียก ครู,อาจารย์ หรือปัญญาชน)จั่วม่อแปลกใจเล็กน้อย “เป็นข้าเอง”“ได้ยินนามอันเลื่องลือของท่านมานาน” ร่องรอยปิติยินดีฉายชัดบนใบหน้าของคนผู้นั้น แต่ยังคงควบคุมตนเองได้เป็นอย่างดี “ผู้น้อยเหอหยง มีร้านค้าเล็กๆ แ