้ คำพูดของมันเต็มไปด้วยความเศร้าเสียดาย เอี้ยนหมิงจื่อกับหูซานในใจสะท้านสั่นไหวอย่างช่วยไม่ได้จั่วม่อโบกมือไล่ “เช่นนั้นก็พาพวกมันกลับไป ต่อไปก็อย่าได้ก่อความรำคาญให้ข้าอีก”ราวกับได้ละเว้นโทษประหาร พวกมันสบตากันวูบ รีบช่วยกันแบกสามคนที่หมดสติขึ้นบ่า แล้วโกยแน่บไม่เหลียวหลัง เพียงแค้นที่บิดามารดาไม่ให้พวกมันเกิดมามีขามากกว่านี้อีกสองข้างพอเงาร่างของทั้งคู่ลับสายตา จั่วม่อไม่อาจฝืนทนได้อีกต่อไป ต้องกระแทกนั่งลงบนพื้น เสี่ยวกั่วเห็นเช่นนั้นพลันตกใจ รีบวิ่งเข้ามาถามอย่างตระหนก “ศิษย์พี่ ท่านได้รับบาดเจ็บหรือ?”เห็นใบหน้าผลผิงกว่อเต็มไปด้วยความห่วงกังวล จั่วม่อในใจรู้สึกอบอุ่น“อ้อ ไม่มีใด แค่เหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง” จั่วม่อโบกมือ แสร้งทำเป็นอวดดี จากนั้นหยิบโอสถปราณออกมาจากอกเสื้อ โยนเข้าไปในปาก ไขว้ขาท่าดอกบัว เริ่มดิ่งลงสู่ฌานเอี้ยนหมิงจือกับหูซาน พอมาไกลจนไม่เห็นภูเขาสุญตาอีกต่อไป ค่อยหยุดลง พากันหอบหายใจอย่างหนักหน่วง“เจ้าผู้นั้นยังเป็นมนุษย์อีกหรือไม่?” เอี้ยนหมิงจื่อกล่าวเสียงหอบ “นี่แตกต่างกับข่าวที่เราได้ยินมามากเกินไป”“โชคดีที่เราวิ่งเร็วพอ” หูซานใบหน้าโล่งใจเหมือนเพิ่งรอดชีวิตเอี้ยนหมิงจื่อยังหวาดหวั่นไม่คลาย “แน่นอน! เจ้าไม่เห็นสายมันที่มองพวกเราหรือ?มันต้องการลอกคราบเราจนเปลือยเปล่า!”พวกมันอดนึกถึงดวงตาของจั่วม่อไม่ได้ ราวกับว่าพวกมันไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าอยู่กลางหิมะ สั่นสะท้านขึ