ห็นว่ามันสมควรเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่สำหรับจั่วม่อที่ตบห่าวหมิ่น แม้ว่าห่าวหมิ่นจะเป็นฝั่ายผิดก่อนก็ตาม แต่ผู้คนกลับทนไม่ได้ ไม่ชมชอบเห็นจั่วม่อสามารถหยิ่งผยองในระดับเดียวกันกับหลัวหลีในช่วงเวลานี้เอง ศิษย์พี่ใหญ่ฉินเฉิงก็กลับคืนสู่สำนักศิษย์พี่ฉินเฉิงเป็นศิษย์ของท่านเจ้าสำนัก พลังบำเพ็ญเพียรไม่สูงส่งเท่าใด ทั้งยังไม่ใช่ผู้ที่พลังฝีมือเข้มแข็งที่สุด อย่างไรก็ตามมันสง่างามทรงอำนาจแต่กำเนิด เป็นที่นับหน้าถือตาของผู้อื่นและได้รับความไว้วางใจอย่างลึกล้ำหลัวหลีกับฉินเฉิงนั่งหันหน้าเข้าหากัน ฉินเฉิงใบหน้าสี่เหลี่ยมคิ้วหนา เสื้อผ้าเต็มไปด้วยฝุั่นละออง ร่องรอยเหนื่อยล้าที่หว่างคิ้วไม่อาจปกปิดไว้ได้ แต่เพียงนั่งอยู่เฉยๆ ก็แผ่กลิ่นอายทรงอำนาจออกมาอย่างเป็นธรรมชาติฉินเฉิงกล่าวอย่างตำหนิอยู่บ้างว่า “คราวนี้เจ้าล้ำเส้นมากเกินไป การพาศิษย์น้องหญิงห่าวหมิ่นออกไปเป็นเวลานาน ทั้งยังไม่ยอมกลับมา ไม่น่าแปลกใจที่ท่านเจ้าสำนักบันดาลโทสะ”เผชิญหน้ากับฉินเฉิง ความเย็นเยียบบนใบหน้าหลัวหลีลบเลือนไปไม่น้อย มันตอบอย่างไม่แยแส “ตราบเท่าที่นางมีความสุข”กับความดื้อดึงของศิษย์น้องของมัน ฉินเฉิงอับจนปัญญาอยู่บ้าง นิสัยใจคอของศิษย์น้องหญิงห่าวหมิ่นเป็นอย่างไร มันย่อมทราบกระจ่าง จึงได้แต่หันเหหัวข้อสนทนา “เจ้าฝึกปรือไปถึงไหนแล้ว?”หลัวหลีกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ขั้นที่ห้า”ฉินเฉิงมีสีหน้าปลาบปลื้มประโลมใจ จากนั้นล้วงม้วนหย