้งแต่หัวจรดเท้า ต่อมานึกถึงความฝันในยามที่หมดสติ มันได้ทำลายแผ่นเปั้าไม้ที่มีภาพหลัวหลีวาดเอาไว้จนพังยับเยิน อดหัวร่อไม่ได้ นั่นมันเหลวไหลเป็นบ้า!หนึ่งพันกับอีกหกกระบี่!นั่นคือจำนวนครั้งการฟาดฟันที่มันจำได้ก่อนจะสิ้นสติไป ระดับพลังปราณในร่างมันต่ำจนถึงขีดอันตราย เห็นได้ว่าก่อนจะสลบ มันใช้พลังปราณมากเกินไปแล้ว มันตกลงใจไปยังห้องศิลาเพื่อฟืนฟูพลังปราณ ความรวดร้าวไปทั้งร่างย่อมหมายความว่าแต่ละก้าวย่างนั้นเจ็บปวดแทบขาดใจ มันกะโผลกกะเผลกอย่างเชื่องช้าไปยังปากทางเข้าโพรงราวกับเต่าขาหักตัวหนึ่ง ปากก็ส่งเสียงครวญครางเป็นระยะไปตลอดทาง“ศิษย์น้อง ศิษย์น้อง!”จั่วม่อพลันได้ยินเสียงคนตะโกนมาจากด้านนอกหุบเขา เสียงนั้นคุ้นเคยอยู่ไม่น้อยมันชะงักเท้ากึก ในใจลอบรู้สึกโชคดีที่ยังไม่ได้เข้าไปในห้องศิลาเห็นศิษย์พี่สวี่อี้เหินบินตรงเข้ามา เมื่อสวี่อี้พบเห็นสภาพน่าสังเวชของจั่วม่อ แวบแรกมันอึ้งงัน จากนั้นหัวร่อเบาๆ “ศิษย์น้องกำลังเล่นอันใด?”จั่วม่อฝืนยิ้ม “ข้าสะเพร่าไปหน่อยตอนฝึกกระบี่ จึงสะดุดร่วงลงไปในโคลน”“ศิษย์น้องทุ่มเทจริงๆ !” สวี่อี้สรรเสริญ พลางถอนหายใจ “เรื่องระหว่างศิษย์น้องเจ้ากับศิษย์น้องหลัวหลี ข้าไม่มีปัญญายุ่งเกี่ยว แต่ฟังว่าศิษย์น้องขาดแคลนจิงสือ ข้ายังพอมีอยู่บ้าง อาจสามารถบรรเทาความต้องการของศิษย์น้องได้สักหน่อย” กล่าวจบมันหยิบจิงสือระดับสามออกมาสองชิ้นจั่วม่อตะลึงลาน มันมีความประทับใจท