ด้วยฝีเท้าสบายๆ ท่วงท่าปลอดโปร่ง ไม่เหลือบแลศิษย์สำนักตงฉีที่ถูกขึงกลางอากาศแม้สักแวบ “ตงฝูไม่อนุญาตให้ต่อสู้กัน หรือพวกเจ้าไม่ทราบ?”ศิษย์สำนักตงฉีอีกผู้หนึ่งขมวดคิ้ว มันพลันตวัดมือผนึกท่วงท่า ปราณกระบี่สายหนึ่งพวยพุ่งออกจากปลายนิ้ว ชะงักค้างที่กลางอากาศ บิดเบี้ยว ก่อเป็นภาพกิ่งก้านดอกท้อราวกับวาดขึ้น ทันใดนั้นศิษย์คนที่ต่อสู้กับจั่วม่อหล่นร่วงลงมาดังตุบ ใบหน้าสีม่วงคล้ำสลบไสลไม่ได้สติ“ท่านที่นับถือไม่ลำเอียงเกินไปหรือ ทั้งสองฝั่ายต่อสู้กันแต่ท่านลงโทษเพียงฝั่ายเดียว นี่ไม่ยุติธรรมเลย”บุรุษชุดขาวทอดตามองอีกฝั่าย “สำนักตงฉี จงหมิงเอี้ยน?”“เพียงนามอันต่ำต้อย นึกไม่ถึงว่าท่านที่นับถือจะจดจำได้ เป็นเกียรติยิ่งนัก เป็นเกียรติยิ่งนัก” จงหมิงเอี้ยนประสานมือทักทาย แต่สีหน้ายังเย็นชา“จงหมิงเอี้ยน ศิษย์เอกของผู้อาวุโสจั่วเหมยเทียน นามนี้ดุจฟั้าร้องกรอกหู คิดไม่ได้ยินคงไม่ได้” บุรุษหนุ่มชุดขาวกล่าวราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์จงหมิงเอี้ยนเลิกคิ้ว “แล้วท่านที่นับถือคือ?”“หวีปั๋าย” บุรุษชุดขาวตอบเพียงสองคำ“อ้อ” จงหมิงเอี้ยนรับคำเบา ๆ แต่ประโยคถัดมาเปลี่ยนเป็นแหลมคม “เช่นนั้นก็เป็นศิษย์เอกของผู้อาวุโสเทียนซงจื่อนี่เอง อย่างไรก็ตาม พี่หวีสามารถบอกได้หรือไม่ไฉนลงโทษเฉพาะศิษย์น้องของข้าผู้เดียว? พี่หวีใช่มีอคติต่อศิษย์สำนักตงฉีของข้าเป็นพิเศษหรือไม่?”หวีปั๋ายเพียงแย้มยิ้ม ชี้ไปยังปั้ายหยกชุนหยาที่เอวของจ