้วนพุ่งรี่เข้ามาดุจห่าฝนดาวตกไม่มีผู้ใดทันได้สังเกต ว่าตั้งแต่เมื่อใดมิทราบ เจ้าสำนักกับอาจารย์อาทั้งสองยืนหยัดแน่วนิ่งกลางเวหา คล้ายกำลังรอคอยเหล่าผู้มาเยือน“สำนักเราจะรุ่งโรจน์!” อาจารย์อาที่สาม หยานเล่อ สุ้มเสียงสั่นพร่า ไม่มีรอยยิ้มที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้า ตรงกันข้าม มีเพียงน้ำตาไหลซึมออกมาเจ้าสำนักเผยเหยียนหรานก็ไม่อาจทนรับไว้ได้ มันพลันคุกเข่าลงกลางเวหา หันหน้าไปทางทิศตะวันออก สุ้มเสียงคล้ายสะอึกสะอื้น ขณะที่โขกศีรษะคำนับสามหน “ศิษย์ไม่เอาไหน เผยเหยียนหราน ขอขอบพระคุณบรรพบุรุษของสำนัก สำหรับการปกปั้องคุ้มครอง! ทั้งอำนวยพรให้สำนักเราสามารถสืบสานต่อไป!”เมื่อเงยหน้าขึ้น น้ำตาสองสายไหลอาบใบหน้ามันหยานเล่อกับซินหยานก็คุกเข่าลง โขกศีรษะคำนับสามหนไปทางทิศตะวันออกทั้งสามลุกขึ้นยืน แต่คนละแย้มยิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงใบหู คล้ายกับว่าพวกมันล้วนมึนเมาแล้ว กระทั่งซินหยานผู้มักจะเคร่งขรึมดุดันอยู่เป็นนิตย์ ยามนี้ยังมีใบหน้าแดงระเรื่อจาง ๆ“ช่างน่าเสียดายที่ซื่อซือเม่ยยังคงออกเดินทางไม่กลับมา มิเช่นนั้นหากได้เห็นเหตุการณ์นี้ มิทราบว่านางจะเบิกบานใจถึงเพียงไหน” เผยเหยียนหรานสีหน้ากลับเป็นปกติ ขณะที่ถอนหายใจอย่างเศร้าเสียดาย(ซื่อซือเม่ย – ศิษย์น้องหญิงที่สี่ หมายถึง สือฟั่งหรง)หยานเล่อรู้สึกคล้ายคลึงกัน “ได้พบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ข้าแม้ตายก็ไม่เสียใจแล้ว”เผยเหยียนหรานพลันตำหนิ “ไฮ้! ศิษย์น้อง อย