พอใจกับคำตอบของจั่วม่อ ผูรั้งสายตากลับ และหลับตาขวาลงอีกครั้งปากก็ถามอย่างไม่ตั้งใจนัก “ในบรรดาศิษย์รุ่นเจ้า มีจินตันกี่คน? สิบคน?”จั่วม่อส่ายหัว“แปดคน?”จั่วม่อส่ายหัวอีกครั้ง“ห้าคน?”จั่วม่อในที่สุดก็อดไม่ได้ มันรู้สึกว่าอีกฝั่ายกำลังจะทำให้มันสนุกสนาน “ไม่มีแม้แต่คนเดียว ในหมู่ศิษย์พี่น้องทั้งหมด ผู้ที่มีพลังฝึกตนสูงสุดอยู่ในด่านจู้จีขั้นสุดท้าย”เป็นครั้งแรกที่อาการตื่นตระหนกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู จั่วม่อลอบสะใจไม่น้อยหลังจากนั้นสักครู่ ผูค่อยโคลงศีรษะ ถอนหายใจ “ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เจ้าไฉนใช้การไม่ได้ถึงเพียงนี้”จั่วม่อเกือบจะกระอักเลือดผูลืมตาขึ้นอีกครั้ง จ้องมายังร่างจั่วม่อ มองประเมินขึ้นลง มือเท้าคางพลางรำพึงกับตัวเอง “ร่างกายช่างอ่อนแอเสียเหลือเกิน หือ?”จั่วม่อกำลังขุ่นเคืองยิ่ง ผู้อื่นวิจารณ์มันซึ่งหน้าอย่างกับประเมินสิ่งของ แต่คำ ‘หือ?’ของผูทำให้หัวใจมันกระตุกวูบ“ใช่มีอันใดไม่ถูกต้องหรือไม่?” จั่วม่ออดถามไม่ได้ มันทราบดีว่าร่างกายของตนไม่ปกติ ทั้งใบหน้าอันแข็งทื่อเหมือนผีดิบ ทั้งความฝันซ้ำซากนับครั้งไม่ถ้วน ล้วนไม่ผิดอันใดกับหนามแหลม ที่คอยทิ่มแทงหัวใจมันตลอดเวลาผูเงยหน้า เรือนผมที่หน้าผากปิดบังครึ่งหน้าซีกซ้ายเกือบทั้งซีก ดวงตาขวาสีแดงเข้มจ้องมองใบหน้าของจั่วม่อ มุมปากยกยิ้ม “ไม่มีอันใด”“เอาเถอะ เจ้าอาจจะใช้การไม่ได้อยู่บ้าง แต่ยังไม่ถึงกับเกินเยียวยา” ผูกลับมาใช้น้ำเสียงเ