“คนที่นั่งตรงนั้นไปไหนแล้วล่ะครับ”
พวกเขาทักทายกันผ่านทางสายตา จากนั้นแจยองก็หมุนเก้าอี้เป็นวงกลมเมื่อได้ยินคำถามนั้น เสื้อยืดลายรูปหกเหลี่ยมซ้อนในรูปหกเหลี่ยมและซ้อนในรูปหกเหลี่ยมอีกทีดูน่าสนใจ เมื่อไล่สายตาขึ้นไปก็พบกับใบหน้าไม่สบอารมณ์กับอะไรบางอย่าง
“ไม่คิดจะทักทายกันก่อนเลยหรือไง”
“ดูท่าทางรุ่นพี่กำลังยุ่งอยู่นี่ครับ”
“ถ้าเห็นคนอื่นกำลังยุ่งอยู่ก็ไม่ควรถามอะไรไร้สาระแบบนั้นไม่ใช่เหรอ”
“ขอโทษครับ เชิญรุ่นพี่ทำงานต่อเถอะครับ”
ซังอูตกใจเล็กน้อยที่จู่ๆ ก็ถูกต่อว่า แต่ที่อีกฝ่ายพูดมาก็เรียกได้ว่าสมเหตุสมผลจึงยอมล่าถอย พอเขาจัดแจงโน้ตบุ๊กและเมาส์เสร็จ แจยองถึงได้ถามขึ้น
“ถามหาชเวยูนาทำไม”
“มีธุระจะคุยด้วยน่ะครับ แต่ไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร”
“แล้วธุระที่ว่าคืออะไรล่ะ”
“มีของจะขายต่อครับ”
“ขายให้ฉันสิ”
ซังอูนิ่วหน้าพลางสบตากับอีกฝ่าย ในเวลาแบบนี้จางแจยองมักจะกัดไม่ปล่อยจนกว่าจะได้คำตอบที่ต้องการ ซังอูตัดสินใจว่าบอกออกไปตรงๆ น่าจะดีกว่ามามัวเสียเวลาต่อล้อต่อเถียง
“ตั๋วหนังที่รุ่นพี่เคยสอดผ่านช่องใต้ประตูทิ้งไว้ก่อนหน้านี้นั่นแหละครับ มันจะหมดเขตอาทิตย์นี้”
แจยองคลี่ยิ้มบิดเบี้ยว เพราะแบบนี้เขาถึงไม่อยากบอก