ิงด้วยแฮะ”
“ทำอย่างกับโกรธแค้นกันอย่างนั้นแหละ”
“เห ไม่มั้งคะ”
พวกเขาคุยเรื่องสัพเพเหระกันตลอดยี่สิบนาที ยกตัวอย่างเช่น จีฮเยถามซังอูเบาๆ ว่าถ้าเขาสู้กับผู้ชายคนนั้นจะชนะไหม ซังอูตอบไปว่าเขาเป็นพวกไม่ชอบใช้กำลัง ถ้าต้องสู้กัน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายต่อยทีหนึ่งแล้วแจ้งตำรวจดีที่สุด
“ฮ่าๆๆ พี่อย่างตลกอะ ดูไม่น่าเป็นคนแบบนั้นเลย…”
“หมายความว่าไง”
“ดูเป็นพวกพูดเล่นไม่เป็นน่ะค่ะ”
“ไม่ได้ล้อเล่นซะหน่อย”
จีฮเยหุบปากฉับด้วยสีหน้าเหงื่อตก
ระหว่างที่นั่งรอเงียบๆ ในที่สุดอาหารก็มาเสิร์ฟ พนักงานถือจานสองใบด้วยแขนข้างเดียวพร้อมทำสีหน้าพิกล เขาวางจานหนึ่งลงตรงหน้าจีฮเย จากนั้นก็หันมาหาซังอูอย่างจงใจแล้ววางอีกจานลง ทันใดนั้นเขาก็กระซิบด้วยระดับเสียงที่ซังอูได้ยินชัดเจน
“ว่าจะปล่อยเฉยๆ แต่คิดไปคิดมาแล้วอดหัวร้อนไม่ได้ว่ะ”
“อะไรเหรอครับ”
“มาที่นี่ทำไม ไอ้ประสาท อยากลองดีหรือไง”
ซังอูแหงนมองชายหนุ่มด้วยความตกใจเล็กน้อย ดวงตาเย็นชาคู่นั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ยากที่จะเข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงหงุดหงิดขนาดนั้นเพียงเพราะคำพูดเพียงคำเดียว ซังอูจึงสรุปเอาว่าฝ่ายนั้นน่าจะจำคนผิด
“รู้จักผมเหรอครับ”
ได้ยินซังอูตอบดั