ดวงตะวันสาดส่อง หิมะละลาย ท้องฟ้าสีครามสดใส ขับเน้นให้ทิวเขาแมกไม้งดงามตระการตา
แต่คนที่เดินทางอยู่ภายใต้แสงตะวัน อารมณ์กลับไม่ได้แจ่มใสนัก
เสียงเดาะลิ้นจิ๊จ๊ะด้วยความหงุดหงิดดังมาตลอดทาง
“หลังหิมะละลาย พื้นก็เฉอะแฉะไปหมด รองเท้าจะพังหมดแล้ว” เซวียเสี่ยวหรั่นวางกระบุงบนหลังลง หลังจากนั้นก็ป้ายโคลนที่ติดส้นรองเท้ากับต้นหญ้า “อาเหลย มานี่ มาเช็ดโคลนออกจากเท้า”
เธอกวักมือเรียกอาเหลยให้มาทำความสะอาดเท้า พวกเขาเดินเลียบริมแม่น้ำมาตลอดทาง ต้นไม้ค่อนข้างน้อย อาเหลยเดินบนพื้น มือเท้าของมันจึงมีแต่โคลน
อาเหลยเอาเท้าป้ายไปบนต้นหญ้าเลียนแบบเธอ
เหลียนเซวียนเดินช้าๆ ตามอยู่ด้านหลัง บนรองเท้าฟางก็ติดดินโคลน
หลังกินมื้อเช้า พวกเขาก็เดินมาตามทางเลียบฝั่งแม่น้ำ ผ่านลำธารเล็กๆ ที่แยกออกมาแล้วเดินไปข้างหน้าต่อ
แถบนี้เป็นสถานที่ที่พวกเขาไม่ได้เดินผ่านมาก่อน
“เหลียนเซวียน จะพักหน่อยไหม”เซวียเสี่ยวหรั่นถามตามปรกติ
ระหว่างทางเธอถามนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งเขาล้วนส่ายหน้า
เขาเดินช้ามากอยู่แล้ว หากไม่ทันไรก็พัก วันหนึ่งจะเดินได้เท่าไรกันเชียว
เซวียเสี่ยวหรั่นเบะปาก ยักไหล่อย่างจนปัญหา เอาเถอะ แค่เขาไหวก็พอ
กา