้องให้เหลียนเซวียนช่วยเหลือ เขาใช้มีดไม้เล่มนั้นปอกเปลือก ใบมีคมกริบ ไม่มีสิ่งใดจะเหมาะกับการปอกเปลือกผลไม้มากไปกว่านี้อีกแล้ว
อาเหลยนั่งอยู่ข้างๆ กินลูกพลับสุกที่เซวียเสี่ยวหรั่นปอกให้มัน
“เหลียนเซวียน พรุ่งนี้ข้าจะไปจับปลาที่ริมธาร มีเกลือแล้ว เอาหมักเป็นปลาเค็มหรือปลาตากแห้ง จะได้เปลี่ยนรสชาติสักหน่อย ท่านว่าดีหรือไม่”
เซวียเสี่ยวหรั่นปอกเปลือกพลางถามเขาอย่างระมัดระวัง
ริมธาร? ที่นั่นมีหมูป่าไม่ใช่หรือ มือของเหลียนเซวียนหยุดชะงัก หันมาจ้องนาง เพื่อเปลี่ยนรสชาติ แม้แต่หมูป่าก็ไม่กลัว?
พอถูกจดจ้องด้วยสีหน้าเย็นชา เซวียเสี่ยวหรั่นก็จ๋อยสนิท นึกแล้วเชียวว่าเขาต้องไม่ยอมตกลงง่ายๆ
“หมูป่าคงไม่ได้ไปที่นั่นบ่อยๆ หรอก อีกอย่างครั้งก่อนมันถูกพริกแสบร้อนเล่นงานไป คงไม่กล้ามาอีกแล้ว”
เซวียเสี่ยวหรั่นคิดอย่างนี้จริงๆ คนเราพลาดไปครั้งหนึ่ง ก็ต้องรู้จักฉลาดขึ้น ถึงหมูป่าค่อนข้างจะโง่เขลา แต่น่าจะรู้จักเข็ดนานหน่อยกระมัง
ถ้าหมูป่ามีสมอง มันคงจะไม่ขึ้นชื่อเรื่องพุ่งชนทุกอย่างที่ขวางหน้าหรอก บางครั้งความคิดของแม่นางผู้นี้ก็ไร้เดียงสาเกินไป
เหลียนเซวียนรั้งสายตากลับมา คลำหาก้อนหินแล้วค่อยๆ เขียนอักษรสองสามตัว
“อะไ