่นออกไปริมผาครึ่งหนึ่ง รอบด้านปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวสุดลูกหูลูกตา เป็นทิวทัศน์ที่งดงามมาก เธอหยิบมือถือขึ้นมาชูสองนิ้วถ่ายภาพเซลฟี่ หลังถ่ายไปสองสามรูปค่อยเดินออกจากศาลา
ทันทีที่เดินมาถึงทางออก พลันเกิดลมกระโชกแรง ต้นไม้รอบด้านถูกพายุพัดเสียดสีดังหวีดหวิว ผู้คนที่พักอยู่ในศาลาเริ่มวิ่งออกมาด้านนอก
พายุภูเขาหอบดินทรายตลบฟุ้งมืดฟ้ามัวดิน บดบังทัศนวิสัยของเซวียเสี่ยวหรั่นในชั่วพริบตา เธอยู่หน้าหลับตาปี๋ ซวนเซไปด้านหลังสองสามก้าว พลางยกมือคิดจะถอดแว่นแล้วขยี้ตา แต่แล้วลมก็กระโชกเข้ามาอีกระลอก เซวียเสี่ยวหรั่นกึ่งหลับตาอยู่ถูกใครบางคนชนเข้าที่หัวไหล่ ร่นถอยไปด้านหลังด้วยสัญชาตญาณ ทว่าเท้ากลับเหยียบได้แต่ความว่างเปล่า หงายหลังร้อยแปดสิบองศาดิ่งลงสู่เบื้องล่าง
พายุโหมกระหน่ำจากรอบทิศเมฆหมอกแปรปรวน เซวียเสี่ยวหรั่นยังไม่ทันตกใจ ก็จมหายไปในทะเลหมอก
ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ทิวทัศน์เบื้องหน้าก็กลายเป็นอีกอย่างไปแล้ว
“โธ่เอ๊ย ทำไมฉันถึงซวยขนาดนี้ อย่าให้รู้นะว่าไอ้บ้าที่ไหนซุ่มซ่ามเดินมาชน เอ๋… เมื่อครู่ยังมีพายุรุนแรงอยู่เลย ทำไมตอนนี้สงบแล้วล่ะ”
เซวียเสี่ยวหรั่นแหงนหน้ามองฟ้าด้วยสีหน้างุนงง เธอหรี่ตาเล็กน้อย