แซ่ก…
แซ่ก…
ยาฮยอลจ็อกเปิดอ่านจดหมายที่แบชงยื่นให้ทีละแผ่น
แน่นอนว่าพวกมันรู้ดีว่าเขาเป็นพวกเกลียดการอ่านตัวหนังสือเพราะฉะนั้นบทสรุปย่อย่อคงจะถูกรวมไว้ที่หน้าสุดท้ายแล้ว
ยาฮยอลจ็อกเองก็รู้อยู่เต็มอก เขาเลยทำแค่ไล่สายตาผ่านหน้าแรกๆ อย่างขอไปที ก่อนจะจ้องไปยังหน้าท้ายสุดทันที
“สรุปแล้ว…”
เอ่ยพร้อมปาแผ่นจดหมายไปตรงหน้าแบชง
“เป็นลูกหมาของตระกูลกู่สินะ”
“ขอรับ…”
“ตระกูลกู่? พวกตระกูลสูงศักดิ์นั่นไม่ใช่หรือ?”
“ถูกต้องแล้วขอรับ เป็นตระกูลกู่แห่งซานซี ที่มีนักรบพยัคฆ์อยู่ด้วยนั่นแหละขอรับ”
“นักรบพยัคฆ์เรอะ… ไอ้ห่าเอ๊ย”
ก็ว่าทำไมเมื่อไม่กี่วันก่อนลูกน้องของเขาถึงได้ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าธุลี ที่แท้ก็เป็นสายเลือดของตระกูลกู่
ถึงว่าทำไมถึงใช้เพลิงได้แปลกตานัก พอรู้ว่าเป็นลูกหลานของมันก็ไม่แปลกใจนัก
‘กู่ชอลอึน…’
ยาฮยอลจ็อกระบายยิ้มเหี้ยมขณะนึกถึงชื่อ
ในฝั่งธรรมะ พวกมันเรียกกู่ชอลอึนว่า ‘นักรบพยัคฆ์’ แต่ในฝั่งอธรรมกลับเรียกกันต่างออกไป
อัคคีอสุรา… อสูรเพลิง…
จอมยุทธ์ผู้แผดเผาคนเป็นเป็นทั้งเป็นพริบตา ด้วยเปลวเพลิงที่ลุกโชนดั่งนรก
หากกองศพที่ถูกเผาตายด้วยน้ำมือของมันถูกรวมไว้ที่เดียวกัน คงพอกลายเป็นเนินเขาเล็กๆ ได้เลยทีเดียว
“แน่ใจใช่ไหม?”
“…ขอรับ ขณะนี้ยืนยันได้ว่าเขาพักอยู่ที่สำนักฮวาซานในฐานะแขก”
“สำนักฮวาซานงั้นรึ? แล้วตระกูลกู่ส่งคนมาถึงที่นี่ทำไม?”