ข้าปัดฝุ่นเสื้อแล้วเดินมุ่งหน้าไปทางภูเขาด้านหลัง
เป้าหมายคือนัมกุงบีอาแน่นอน
ยังพอมีเวลาอีกหน่อยก่อนพระอาทิตย์จะลับฟ้า
หากคิดว่าอาหารเย็นคงใกล้เสร็จในอีกไม่นาน การไปตามกลับมาก่อนน่าจะดีกว่า
‘ถึงขั้นต้องใส่ใจเรื่องแบบนี้แล้วรึ’
ทั้งที่ควรจะปล่อยให้นางอยู่ของนางตามใจ จะไปกินหญ้าหรืออะไรก็แล้วแต่
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพในอดีต…
เมื่อนึกถึงนางในชาติก่อนที่หากไม่มีคนคอยยัดอาหารให้ จะสามารถอดไปได้จนเกือบตาย
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่มันก็เป็นแค่ข้ออ้างดี ๆ สำหรับตัวเองเท่านั้นแหละเพราะความจริง…ข้ารู้ตัวดีว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องนั้น
ข้าเดินขึ้นเขาภายใต้แสงสีทองของยามเย็น ไม่นานก็มาถึงลานราบที่นัมกุงบีอาใช้ฝึกกระบี่
เสียงฝึกฟันกระบี่ดัง ฟึ่บ! ฟึ่บ! มาให้ได้ยินตั้งแต่ระยะไกล
แน่นอน ข้าตั้งใจตามร่องรอยของนางมา จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่
แต่ไม่ใช่แค่นางคนเดียวที่อยู่ตรงนั้น
ยังมีใครอีกคนและเป็นคนที่ข้ารู้จักดี
ก็เหมือนเมื่อวาน พวกนางดูจะตัวติดกันมากเป็นพิเศษ
ฟึ่บ!
– อ๊าก…!
เสียงฟาดอากาศของกระบี่ไม้ดังพร้อมเสียงร้องปนเจ็บใจ
– ข้า…ข้าก้าวพลาดอีกแล้ว…
– ฮ้า…ขออีกครั้งเดียวเถอะค่ะ
– อืม
ได้ยินเสียงสนทนาชัดเจน ข้าจึงผลักพงหญ้าออกและเดินเข้าไป
มันดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก
กู่หลิงฮวาถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นดินเหมือนคนที่กลิ้งไปทั่วพื้นมา ส่วนอีกคน นัมกุงบีอา กลับดูเรียบร้อยไร้ร่องรอยเปรอะเปื้อน