งรื้อค้นสิ่งของอยู่ตรงโต๊ะทำงานเก่าของกู่เหมิงซิง เขาก็ขมวดคิ้วจ้องมองด้วยความระแวงและไม่พอใจ “พวกคุณกำลังทำอะไรกันน่ะ? ใครอนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่ส่วนบุคคลแล้วมารื้อค้นสิ่งของของคนตายแบบนี้ฮะ?!”
หลินตงเสวี่ยรีบชูบัตรประจำตัวตำรวจขึ้นแสดง ท่าทีที่แข็งกร้าวของชายหนุ่มพลันอ่อนลงทันควัน “ที่แท้ก็เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนี่เอง… พวกคุณกำลังมาสืบหาสาเหตุการตายของเธออยู่เหรอครับ?”
“พวกเราแค่มาสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์รอบตัวของเธอน่ะครับ” เฉินซื่อเป็นฝ่ายตอบกลับพลางสังเกตเห็นว่าสายตาของชายหนุ่มคอยชำเลืองมองช่อดอกไม้บนโต๊ะอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงแกล้งถามขึ้นว่า “ดอกไม้ช่อนี้… คุณเป็นคนเอามาวางไว้ใช่ไหมครับ?”
“ปะ…เปล่าครับ… มันเป็นเงินที่เพื่อนร่วมงานทุกคนช่วยกันลงขันซื้อมาไว้อาลัยน่ะครับ เด็กดีๆ แบบเธอไม่น่าด่วนจากไปเร็วขนาดนี้เลย ทุกคนในออฟฟิศต่างพากันโศกเศร้าเสียใจมากครับ”
“แล้วความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเธอเป็นอย่างไรบ้างครับ?”
ชายหนุ่มเริ่มมีท่าทีลนลาน “พวกเราก็เป็นแค่เพื่อนร่วมงานธรรมดาๆ กันครับ!”
“อ้อ… งั้นหรอกเหรอครับ?” เฉินซื่อหยิบนามบัตรข้อความที่เสียบอยู่บนช่อดอกไม้ขึ้นมาเปรียบเทียบกับลายมือชื่อบนกล่องข้าวของชายหนุ่ม “ลายมือบนการ์ดกับบนกล่องข้าวมันเป็นลายมือของคนเดียวกันเป๊ะเลย ตามหลักเหตุผลแล้ว ช่อดอกกุหลาบสีแดงสดช่อนี้คุณเป็นคนส่งมาให้เธอเป็นการส่วนตัวชัดๆ เพื่อนร่วมงานธรรมดาๆ เขาไ