หลินตงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับ “ไปไล่เช็กภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางขากลับดูค่ะ ว่าจะสามารถจับภาพเธอจากกล้องตัวไหนได้บ้าง”
เฉินซื่อพยักหน้าพลางออกความเห็น “นั่นเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างดีเลยคุณ แต่จุดเกิดเหตุตรงแถวสะพานอันฟู่มันไม่มีกล้องวงจรปิดของทางราชการติดตั้งอยู่เลย ผมเลยคิดว่าวิธีนี้อาจจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไหร่ อีกอย่าง ตอนนั้นมันก็มืดมากด้วย คุณภาพไฟล์วิดีโอจากกล้องวงจรปิดของเอกชนทั่วไปก็น่าเป็นห่วงสุดๆ ต่อให้พวกเราจะไปริบไฟล์ภาพมาได้ ก็อาจจะมองเห็นอะไรได้ไม่ชัดเจนอยู่ดี”
หลินตงเสวี่ยซักต่อ “แล้วคุณจำหน้าตาของเธอไม่ได้เลยจริงๆ เหรอ?”
เฉินซื่อไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรงๆ เขาเอารอยยิ้มเข้าข่มพลางย้อนถาม “คดีนี้ผ่านพ้นมาได้กี่วันแล้วล่ะคุณ?”
“สี่วันค่ะ”
“คุณคิดว่าคนขับรถทำมาหากินอย่างผม จะต้องพบเจอผู้คนมากมายขนาดไหนในช่วงเวลาสี่วันที่ผ่านมาฮะ? คุณเคยได้ยินทฤษฎี ‘ความทรงจำปนเปื้อน’ (Pollution of memory) ไหม? ผมเกรงว่าต่อให้ผมพยายามจะเค้นสมองนึกให้ออก มันก็รังแต่จะทำให้เกิดข้อมูลที่ผิดพลาดและพาลูกทีมหลงทิศหลงทางไปกันใหญ่เปล่าๆ” เฉินซื่อดีดนิ้วดังเป๊าะ “ไปกันเถอะ!”
“ไปไหนคะ?”
“ไปหาเฉินจวินกัน”
หลินตงเสวี่ยต่อสายโทรศัพท์หาเพื่อนร่วมงานในกองปราบจนได้ข้อมูลมาว่า เฉินจวินทำงานอยู่ในบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง ปัจจุบันเขาแชร์ค่าห้องเช่าอพาร์ตเมนต์แบบสามห้องนอนอยู่กับเพื่อนร่วมง