ละสั่งให้ขับมุ่งตรงไปยังโรงแรมเฟิงจือหลิน เมื่อไปถึงเธอก็เหลียวซ้ายแลขวาพยายามมองหาเขา และในขณะที่กำลังจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่อ เฉินซื่อก็ตะโกนเรียกเธอขึ้นมาเสียก่อน “ทางนี้ๆ!”
เฉินซื่อกำลังนั่งโซ้ยบะหมี่เนื้ออยู่ในร้านบะหมี่แถวนั้นอย่างเอร็ดอร่อย หลินตงเสวี่ยเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ เขาพลางประชด “คุณนี่ดูว่างงานจังเลยนะ!”
“ผมกำลังสืบคดีอยู่ต่างหากล่ะคุณ” เฉินซื่อสูดบะหมี่คำโตเข้าปากเสียงดังซูดซาด
“แล้วเรามาสืบอะไรกันแถวนี้ไม่ทราบ?”
“ก็ผมบอกไปตั้งหลายรอบแล้วไงว่าคืนนั้นผู้โดยสารหญิงคนนั้นลงจากรถของผมที่นี่ แต่พวกคุณดันดื้อแพ่งไม่ยอมเชื่อเอง ผมก็เลยต้องลงพื้นที่มาสืบหาความจริงด้วยตัวเองนี่ไง ทว่าพนักงานโรงแรมเขาไม่ยอมให้ผมดูบันทึกการเข้าพักของแขก ผมเลยต้องขอยืมบัตรประจำตัวตำรวจของคุณมาใช้อ้างสิทธิ์หน่อย”
“โรงแรมเฟิงจือหลินงั้นเหรอ? แต่ผู้ตายไปเสียชีวิตอยู่ระหว่างทางที่จะมาที่นี่นะ ตามหลักตรรกะแล้วมัน…”
เฉินซื่อทำสีหน้าเอือมระอา “นี่คุณยังคิดว่าผมเป็นฆาตกรอยู่อีกเหรอ?”
“ฉันไม่รู้! คุณมันเจ้าเล่ห์จะตายไป!” หลินตงเสวี่ยพลันฉุกคิดขึ้นมาว่าตัวเองกำลังทำบ้าอะไรอยู่ ชายคนนี้อาจจะเป็นฆาตกรตัวจริงก็ได้ แต่เธอกลับเอาข้อมูลคดีความมานั่งวิเคราะห์ร่วมกับเขาหน้าตาเฉย
คำพูดและการกระทำของเฉินซื่อมันช่างดูเปิดเผยและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แม้ว่าเขาจะมีบุคลิกบางอย่างที่ชวนให้นึกถึงพวกอาชญากรอยู่บ้า