แล้วไอ้คำถามนั้นมันสำคัญตรงไหนไม่ทราบ? ฆาตกรมันก็แค่ไอ้โรคจิตที่เกิดอารมณ์ชั่ววูบเลยลงมือก่อเหตุ เรื่องที่ผู้ตายจะกินอะไรหรือดื่มอะไรมันแทบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคดีนี้เลยสักนิด”
“ข้อโต้แย้งของคุณมันเต็มไปด้วยช่องโหว่ซะจนผมไม่รู้จะเริ่มแก้ตรงไหนก่อนดีเลยละ รายละเอียดทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนการจู่โจมล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมรายละเอียดข้อนี้ถึงสำคัญ… ถ้าหากตรวจไม่พบแอลกอฮอล์ในกระเพาะอาหาร แต่กลับตรวจพบแอลกอฮอล์ปนเปื้อนอยู่ในกระแสเลือดของผู้ตาย นั่นหมายความว่าผู้ตายได้รับแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายผ่านช่องทางอื่น”
“ช่องทางอื่นงั้นเหรอ?”
“คุณนี่ซื่อบื้อจริงๆ แอลกอฮอล์มันเป็นสารทำละลายของยาบางชนิด อย่างเช่น ‘อีเธอร์’ (Ether) [สารยาสลบ] ยังไงล่ะ!”
หลินตงเสวี่ยพลันตาสว่างตื่นรู้ขึ้นมาทันที เฉินซื่อดึงปากกาหมึกซึมด้ามเหล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แขนเขียนข้อความเพิ่มเติมลงไปที่ข้างหน้ากระดาษรายงานการชันสูตรพลิกศพ:‘ตรวจพบร่องรอยแอลกอฮอล์ในกระเพาะอาหารหรือไม่? มีสารที่มีฤทธิ์กล่อมประสาทหรือยาสลบตกค้างในกระแสเลือดของเธอหรือไม่?’
เขาเอ่ยวิเคราะห์ต่อ “ผู้ตายเป็นทูตประชาสัมพันธ์ทางการแพทย์ พูดง่ายๆ ก็คือเธอเป็นนักศึกษาแพทย์นั่นแหละ ถ้าหากฆาตกรเป็นคนที่รู้จักมักคุ้นกับเธอ มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีการใช้ยาสลบร่วมด้วยในการก่อเหตุ”
เฉินซื่อยังคงก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารต่อไปพลางใช้นิ้