วเคาะลงบนแผ่นกระดาษ “มีร่องรอยการร่วมเพศ เสื้อผ้าฉีกขาด และมีรอยฟกช้ำดำเขียวตามร่างกายหลายแห่ง จากข้อมูลแค่นี้ พวกคุณก็ทึกทักสรุปคดีเอาเองว่าเป็นคดีข่มขืนแล้วฆ่า ผมมองว่านี่เป็นการตั้งสมมติฐานที่สะเพร่าและรวบรัดเกินไปหน่อยนะ”
หลินตงเสวี่ยพินิจพิจารณาคำพูดของเขาอย่างละเอียดก่อนจะโต้แย้งขึ้นมา “ถ้าคุณอยากจะล้างมลทินให้ตัวเอง คุณจะมาบิดเบือนข้อเท็จจริงแบบนี้ไม่ได้นะ ร่องรอยพวกนั้นมันจะไม่ใช่การข่มขืนได้ยังไงกัน?”
เฉินซื่อโพล่งถามขึ้นมาดื้อๆ “คุณยังซิงอยู่หรือเปล่า?”
ใบหน้าของหลินตงเสวี่ยพลันแดงซ่านลามไปจนถึงปลายหู เธอทุบโต๊ะดังปังด้วยความโกรธจัด “คุณพูดจาบ้าอะไรของคุณเนี่ย?!”
“คดีข่มขืนมักจะพิจารณาจากปัจจัยหลักสองประการ เมื่อมีการบังคับขืนใจโดยที่ร่างกายของเหยื่อไม่ได้มีความพร้อมหรือเกิดอารมณ์ร่วม ช่องคลอดจะแห้งผาก ซึ่งมักจะตามมาด้วยรอยฉีกขาดและมีเลือดออกอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ตำแหน่งของรอยฟกช้ำภายในช่องคลอดจะสามารถระบุท่าทางที่ฆาตกรใช้ลงมือได้ การที่พวกคุณด่วนสรุปว่าเป็นคดีข่มขืนเพียงเพราะตรวจเจอพฤติกรรมทางเพศ ผมมองว่ามันมักง่ายเกินไปหน่อย ทำไมเราไม่มองในอีกแง่หนึ่งล่ะว่า ผู้ตายอาจจะมีเพศสัมพันธ์กับใครบางคนด้วยความเต็มใจก่อนที่เธอจะเสียชีวิต?”
“มัน…มันก็ฟังกูมีเหตุผลอยู่บ้างแหละ!” หลินตงเสวี่ยยอมรับออกมาอย่างแบ่งรับแบ่งสู้
“และอีกจุดหนึ่งที่ยิ่งทำให้โอกาสในการเป็นคดีข่มขืนมันลดน้อยลงไ