เฉินซื่อเอ่ยเตือนสติ “ผมขอเตือนพวกคุณอีกครั้งนะว่าผมไม่ใช่คนร้าย ตอนนี้ผมเป็นเพียง ‘ผู้ต้องสงสัย’ เท่านั้น การที่พวกคุณใช้ท่าทีปฏิบัติต่อผมราวกับว่าผมเป็นอาชญากรไปแล้วแบบนี้ ผมมองว่าพวกคุณกำลังแยกแยะมิตรกับศัตรูไม่ออก เพราะพวกคุณกำลังใช้หลัก ‘สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผิด’ (Assumption of Guilt) พวกคุณกำลังสับสนระหว่างคำว่า ‘เป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิด’ กับ ‘เป็นคนผิดจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์’ ถ้าพูดให้ฟังดูดีคือพวกคุณกำลังละเลยต่อหน้าที่ แต่ถ้าพูดตรงๆ คือทัศนคติของพวกคุณมันกำลังมีปัญหาใหญ่แล้วละครับ!”
หลินชิวผูทุบโต๊ะดังปังด้วยความโมโห “อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน ฉันไม่อ้อมค้อมกับคุณหรอกนะ คืนวันที่ 10 กันยายน คุณไปทำอะไรมา? จงสารภาพรายละเอียดมาให้หมดไส้หมดพุงซะดีๆ! [5]”
“ถ้าอย่างนั้น ผมจะตอบคุณตรงๆ เลยละกัน!” เฉินซื่อเริ่มยกนิ้วขึ้นมานับทีละข้อ “ตั้งแต่เวลา 18:00 ถึง 19:30 น. ผมนั่งกินข้าวอยู่ที่ร้านแผงลอยริมทาง [6] กับกลุ่มเพื่อนคนขับรถด้วยกัน หลังจากนั้นตั้งแต่เวลา 19:30 น. จนถึงตีสองของอีกวัน ผมก็ขับรถวนรับออเดอร์ส่งผู้โดยสารตลอดเวลา พวกคุณไปตรวจสอบประวัติบันทึกการเดินทางของผมได้เลย และตอนตีสองครึ่ง ผมก็กลับบ้านไปอาบน้ำนอน”
เจ้าหน้าที่ฝ่ายบันทึกข้อมูลก้มลงกระซิบข้างหูหลินชิวผู “กัปตันครับ ก่อนหน้านี้เขาก็ตอบแบบนี้เป๊ะๆ เลยครับ!”
เชิงอรรถ: