ายไปในพริบตา
“นี่มัน…”
กลิ่นอายนี้มันช่างคุ้นเคย คุ้นเสียจนเธอไม่อยากจะเชื่อในสัมผัสของตนเอง
หญิงสาวตัดสินใจเดินออกจากห้องที่เงียบสงบนี้ แล้วก็พบเข้ากับร่างหนึ่งยืนรอเธออยู่ที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งจังหวะนั้น อีกฝ่ายก็หันมายิ้มให้กับเธอ
เฉินซีเวยตกตะลึงไปชั่วขณะ
“เป็นอะไรไป? ลืมสุดที่รักของเธอไปแล้วเหรอ?”
เห็นเฉินซีเวยผงะไป ฉู่โม่วก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม
เพียงแค่คำพูดประโยคสั้น ๆ มันก็มากพอที่จะทำให้เฉินซีเวยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาได้แล้ว
“ฉู่โม่ว… นั่นนายจริง ๆ เหรอ?”
เธอไม่อาจจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นได้ ภาพที่ชัดเจนเบื้องหน้าค่อย ๆ ถูกครอบงำด้วยความพร่ามัวจากหยดน้ำที่ไหลเอ่อ
“ใช่แล้ว ฉันกลับมาแล้วละ!”
ฉู่โม่วเดินไปหาเธอพร้อมกับอ้าแขนและโอบกอดเอาไว้
ร่างเล็กภายใต้อ้อมกอดไม่อาจจะพูดอะไรได้ เธอทิ้งตัวลงในอ้อมกอดที่คุ้นเคยและอบอุ่นนี้ พร้อมกับเติมเต็มความอบอุ่นภายในใจตนไปด้วย
พักใหญ่ ๆ เธอถึงจะผละตนออกจากชายหนุ่ม
ทั้งสองกอดกันใหม่อีกครั้งและลงไปนั่งที่โซฟาด้วยกัน ถามไถ่และรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่เขาได้เผชิญมาให้ห้วงจักรวาลอันยิ่งใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตำหนักบรรพชน ทางช้างเผือก ความยิ่งใหญ่ของหอเพลิงโหม เหล่าเทียมเทพ เทวะยุทธ์ หรือแม้แต่มหาเทวะยุทธ์ รวมไปถึงเรื่องหน้าที่ของตนเองที่เป็นผู้ดูแลชั้นในของหอสัจธรรมด้วย ทุกสิ่งอย่างทำให้เฉินซีเวยตกตะลึงอยู่ตลอด
หญิงสาวไม่เคยไปอวกาศมาก่อน หากฉู่โม่วไม