ด้เลย รวมถึงการฝึกฝนเองก็ยากมากเสียด้วย
ระหว่างการเดินทาง ผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในนั่งอยู่ในห้องสงบเงียบห้องหนึ่ง และทำสมาธิอยู่ตลอดเวลา จนแทบจะไม่ได้ออกมาเลย
มันทำให้ทุกคนต่างคิดกันไปต่าง ๆ นานา
‘คุณฉู่นี่สมกับเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดในโลกจริง ๆ ขนาดแข็งแกร่งขนาดนั้นแล้ว ก็ยังไม่ละทิ้งการฝึกฝนอย่างหนักแบบนี้อีก!’
‘เทียบกับฉันแล้ว คนละเรื่องกันเลยแฮะ’
‘มันเป็นโชคร้ายของพวกเราเองแหละที่ดันมาเกิดยุคเดียวกับเขา แล้วก็ไม่มีโชคเท่าเขา!’
คนอื่น ๆ แอบคิดในใจ
ตอนนั้น…
ฉู่โม่วยังคงนั่งเข้าฌานอยู่ภายในห้องที่เงียบสงบ เขาไม่ได้รู้เลยว่าเฉินต้าวซวีและคนอื่น ๆ คิดอะไรกันอยู่ เพียงแค่นั่งขัดสมาธิและหลับตาลง ทั่วทั้งร่างเปล่งแสงสีทองออกมา ผสานไปกับแสงศักดิ์สิทธิ์ก่อเกิดกฎเกณฑ์ลึกลับมากมายพร้อมทั้งผสมผสานรวมกันอีกครั้งจนเกิดเป็นสิ่งที่ดูน่าพิศวง
ครืน! ครืน! ครืน!
เกิดแรงสั่นสะเทือนน้อย ๆ เกิดขึ้นในอากาศ
ผันแปรไปกับพลังงานลึกลับที่ไม่อาจะระบุได้ ก่อนจะถูกดูดกลืนมาอยู่ปะปนกับพลังงานที่ปล่อยออกจากร่างของชายหนุ่ม ทุก ๆ ครั้งที่พลังงานเหล่านี้กลืนกินกันเอง พลังของเขาก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก
สองชั่วโมงผ่านไป
เขาได้กลืนกินพลังงานที่อยู่รอบตัวเขามาจนหมดและลืมตาขึ้นช้า ๆ ณ เวลานั้น
“หลายวันที่พยายามฝึกฝนและทำสมาธิมา ควบคู่ไปกับการเสริมพลังจากแท่นประดับรู้แจ้งและศิลารู้แจ้ง ในที่สุดฉันก็กลืนกินรัศมีพลังมหาเทวะ