ยคำเหล่านี้ไป
ผิดกับภายในใจที่กำลังร้อนรุ่มเสมือนโดนเปลวเพลิงร้อนระอุแผดเผา มันขบฟันในปากและหมายจะจับเจ้านกน้อยปากมากนี่มาเคี้ยวให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างอดไม่ได้
“โอเค ๆ พอได้แล้วน่า”
ฉู่โม่วที่เห็นท่าไม่ดีเลยเข้ามาห้ามศึกนี้ไว้ก่อน “พวกนายทั้งคู่เป็นสัตว์เลี้ยงของฉันนะ สามัคคีกันเอาไว้สิ อนาคตจะได้ช่วย ๆ กันเอง”
“รับทราบขอรับ…”
“เข้าใจแล้วค่า!”
อสูรทั้งสองตนยอมก้มหัวลงด้วยความเชื่อฟังอย่างพร้อมเพรียงกัน
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ทั้งสองก็ยังแอบมองกันเองราวกับกำลังจะสื่อสารกันว่า ‘จับมาโยนไว้ในสนามประลองแล้วให้ตีกันเองยังมีโอกาสเกิดมากกว่า’
พูดไปแล้วฉู่โม่วก็เลิกที่จะพูดกับอสูรทั้งสองต่อ
ชายหนุ่มเดินตรงไปยังร่างของหมูเขียวชอุ่มและนำร่างนั้นเก็บใส่กระเป๋า
เพราะระบบกลืนกินของเขายังใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะกลับมาพร้อมใช้งานอีกครั้ง ดังนั้นจึงตั้งใจจะเก็บร่างของสัตว์อสูรตนนี้กลับฐานไปก่อน แล้วรอจนถึงวันนั้นค่อยกลืนกินมันอีกทีหนึ่ง
คิดได้เช่นนั้นแล้วเขาก็หันไปหาอสูรทั้งสองเพื่อจะเรียกตัวกลับฐานไปด้วย
ทว่าตอนนั้นเอง นกล่าสมบัติก็บินมาเกาะแขนของฉู่โม่วแล้วพูดขึ้น “นายท่าน จะกลับจากที่นี่แล้วเหรอคะ?”
“อ่าหะ หมดธุระแล้ว กลับไปที่ฐานได้แล้ว”
ฉู่โม่วตอบ
“นายท่าน ฉันสัมผัสได้ถึงสมบัติดี ๆ ที่ถูกเก็บซ่อนไว้อยู่แถว ๆ นี้ด้วย อยากให้พาไปหามันไหมคะ?”
สมบัติ?
หัวใจของฉู่โม่วโดนกระตุ้นด้วยคำนี้
นกล่าสมบ