องเฉาเยวียนมีประกายวาบขึ้นมาอันชิงอวี๋นอนอยู่บนผิวน้ำนุ่มๆ เหม่อมองเพดานตำหนักอยู่พักใหญ่ ในที่สุดดวงตาก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เขาผุดลุกขึ้นนั่งจากผิวน้ำทันที “ที่นี่ที่ไหน? เจียงเอ่อร์ล่ะ?!”“ใจเย็นๆ ก่อน นายอย่าเพิ่งรีบ ไท่กงบอกว่า ร่างกายนายยังอ่อนแอเกินไป ไม่ควรมีอารมณ์แปรปรวน……” เฉาเยวียนประคองร่างของเขาไว้ กล่าวปลอบเบาๆอันชิงอวี๋สูดหายใจลึก ในที่สุดก็กลับมาสงบได้ เขามองไปรอบๆ พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในตำหนักโบราณ ใต้ร่างเป็นสระน้ำตื้นๆ ที่มีใบบัวและดอกบัวลอยอยู่ ด้านหลังเฉาเยวียนยังมีก่วงเฉิงจื่อและไท่อี่เจินเหรินสองเทพคุนหลุนอยู่ด้วยอันชิงอวี๋เหลือบมองข้างกาย จึงพบว่าพื้นโดยรอบมีช่องว่างสูงเท่าคนอยู่หลายช่อง แม้แต่รูปสลักหินริมสระน้ำตื้นก็หายไปครึ่งหนึ่ง ราวกับถูกอะไรบางอย่างกัดกิน “นี่มัน……”“ตอนที่นายหมดสติ นายสร้างความปั่นป่วนของมิติเวลาไม่หยุดเลย ดังนั้นจึงต้องมีคนคอยอยู่ข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้มันกลืนกินตัวนายทั้งหมด แล้วพานายไปที่มิติอื่น” เฉาเยวียนอธิบายเมื่อได้ยินประโยคนั้น อันชิงอวี๋ก็ชะงัก ในดวงตามีแววเสียใจอย่างสุดซึ้ง“เจียงเอ่อร์ล่ะ?”เฉาเยวียนเธออ้าปากค้าง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรเมื่อเห็นสีหน้าของเฉาเยวียน หัวใจของอันชิงอวี๋ก็สั่นสะท้าน เขาไม่สนใจร่างกายที่อ่อนแรง กระโดดออกจากขอบสระน้ำตื้น หยดน้ำหยดลงบนพื้นทีละหยด เท้าเปล่าของเขาวิ่งโซเซออกไปนอกวังอย่างสุดกำลังก่วง