ยแล้ว“รุ่นพี่ครับ……พวกเราไม่ไหแล้วจริงๆ นอนก็ไม่ค่อยได้นอน พวกเราขอพักก่อนได้ไหมคะ”“แค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว? ดูเฉาเยวียนสิ เวลานอนก็พอๆ กับพวกนาย ทำไมเขาไม่เหนื่อยล่ะ?” หลู่เมิ่งเหล่ยชี้ไปที่เฉาเยวียนที่วิ่งนำอยู่ข้างหน้าด้วยท่าทางที่ดูสบายๆเฉาเยวียนสวมชุดลำลองธรรมดา วิ่งอย่างสบายๆ บนลู่วิ่งเหมือนกำลังเดินเล่น แม้ว่าจะก้าวเท้าไม่เร็ว แต่กลับให้ความรู้สึกว่าไม่ว่าจะทำยังไงก็ไล่ตามไม่ทัน“รุ่นพี่ครับ……พวกเราไม่ไหวแล้ว พวกเราขอไปพักก่อนนะ”“เฮือก! ผมขอไปดื่มน้ำหน่อยนะครับ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”“รุ่นพี่สู้ๆ นะครับ พวกเราจะเชียร์อยู่ข้างๆ นี่แหละ!”“……”เวลาผ่านไปเรื่อยๆ สมาชิกชมรมเคนโดที่วิ่งตามหลังต่างทยอยหมดแรง แยกไปนั่งพักข้างๆ สนาม ไม่นานบนลู่วิ่งก็เหลือเพียงเฉาเยวียนกับหลู่เมิ่งเหล่ยสองคนที่วิ่งตามกันอยู่ริมลู่ด้านใน“รุ่นน้อง นายยังไหวอยู่ไหม? หรือจะให้ฉันวิ่งนำหน้าบังลมให้ดี?”“ไม่เป็นไรครับ ผมยังไหว” เฉาเยวียนตอบด้วยลมหายใจที่มั่นคง“สมรรถภาพร่างกายนายดีนี่……นายเอกพละใช่ไหม?”“ผมเอกปรัชญาครับ”“???”“แล้วพี่เอกอะไรครับ?”“อ๋อ! ฉันเรียนเอกภาษาจีนน่ะ แต่ไม่ได้เรียนปริญญาตรีนะ ฉันเรียนปริญญาเอก”“ปริญญาเอก?” เฉาเยวียนกะพริบตาแล้วถามว่า “งั้น……พี่อายุเท่าไหร่แล้วครับ?”พอได้ยินแบบนั้น หลู่เมิ่งเหล่ยก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะทุบหลังเฉาเยวียนทีหนึ่งแล้วพูดอย่างหงุดหงิด “ผู้หญิงน่ะ จะถามอายุง่ายๆ แบบนี้ไ