ด้วยความพอใจไป๋หลี่พั่งพั่งฟื้นคืนสติจากความตกตะลึง รีบชูนิ้วโป้งให้กับอันชิงอวี๋ทันที “ชิงอวี๋เจ๋งจริงๆ!”……ความมืดของราตรีค่อยๆ ทวีความเข้มขึ้นภายใต้แสงจันทร์อันพร่ามัว เกาะที่เงียบสงัดราวกับถูกคลุมด้วยผ้าโปร่งสีเงินบางๆในพื้นที่โล่งอันรกร้าง กองไฟกำลังลุกโชนส่งเสียงแตกปะทุ เก้าอี้โยกห้าตัวถูกจัดวางรอบกองไฟ โดยรอบมีอุปกรณ์ปิ้งย่างที่ใช้แล้วไป๋หลี่พั่งพั่งเรอด้วยความอิ่ม นอนเอนบนเก้าอี้โยก มองดูดวงดาวบนท้องฟ้า แล้วหลับตาลงอย่างสงบเฉาเยวียนนั่งอยู่ข้างๆ ถอนหายใจยาว “ตั้งแต่ขึ้นเกาะมาจนถึงตอนนี้ ผ่านไปครึ่งวันแล้ว นอกจากพี่เชียงที่โผล่มาตอนแรก ก็ไม่มีใครมาดูแลพวกเราอีกเลย……ถ้าไม่ใช่เพราะพั่งพั่งเตรียมวัตถุดิบมาครบ ป่านนี้พวกเราคงต้องลงทะเลกันแล้ว”“ลงทะเล? ใครจะลงทะเล?” ไป๋หลี่พั่งพั่งตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว“……ฉันหมายถึงลงทะเลไปจับปลาน่ะ!”“อ้อ” ไป๋หลี่พั่งพั่งยักไหล่แล้วนอนลงไปอีกครั้ง“ชีเยี่ย นายคิดว่า… เหล่าผู้บัญชาการกำลังมองพวกเราอยู่จริงๆ หรือ?”หลินชีเยี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้าพูดว่า “ไม่รู้สิ ผู้บัญชาการเป็นวีรวิญญาณที่ปรากฏตัวและหายตัวไปอย่างไม่คาดคิด แม้แต่พลังจิตของฉันก็ไม่สามารถจับความรู้สึกได้… ในสายตาฉัน บนเกาะนี้มีแค่พวกเราห้าคนเท่านั้นที่อยู่ที่นี่”“บางทีพอถึงพรุ่งนี้ที่การฝึกเริ่มขึ้น หลังจากได้พบผู้บัญชาการหลายท่านแล้ว สถานการณ์อาจจะดีขึ้น” อันชิงอวี๋พูด “แต่ฉันส