ซุนหงอคงมองไปทางทิศของภูเขาเทพ ขมวดคิ้วแน่น หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งก็หันไปพูดกับคนอื่นๆ ว่า“พวกเจ้าไปก่อนเถอะ ข้ายังมีธุระต้องจัดการนิดหน่อย แล้วจะรีบกลับมา”เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนที่ยังไม่ได้ข้ามสะพานรุ้งก็ชะงักฝีเท้า“ตอนนี้เลยหรือ?” หยางเจี่ยนหันกลับมามอง สายตาเหลือบมองท้องฟ้าที่ค่อยๆ ถูกย้อมเป็นสีเลือด “สำคัญมากเลยหรือ?”“ก็พอสมควร” ซุนหงอคงตอบอย่างสงบ “มีสหายผู้หนึ่งเจอปัญหานิดหน่อย ข้าจะไปช่วยเขา”เมฆหมอกค่อยๆ รวมตัวกันใต้เท้าของซุนหงอคง เมฆพลิกกายค่อยๆ ก่อตัวขึ้น หลินชีเยี่ยเห็นดังนั้นก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบก้าวตามหลังซุนหงอคงขึ้นไปทันที“ชีเยี่ย?” ไป๋หลี่พั่งพั่งเอ่ยปากอย่างสงสัย“ฉันจะไปกับพี่ลิงด้วย พวกนายตามคนอื่นไปก่อนเถอะ” หลินชีเยี่ยพูดอย่างหนักแน่นไป๋หลี่พั่งพั่งอ้าปาก กำลังจะพูดอะไรเพิ่มเติม อันชิงอวี๋ก็ตบไหล่เขาเบาๆ พลางส่ายหน้าอันชิงอวี๋พูดกับหลินชีเยี่ยว่า“ฉันเข้าใจแล้ว ฉันจะพาพวกเขาไปรอนายในหมอก… ระวังตัวด้วยนะ”“อืม”เมื่อพูดจบ อันชิงอวี๋ก็พาไป๋หลี่พั่งพั่งและเฉาเยวียนเดินตรงไปยังสะพานรุ้ง กลายเป็นลำแสงรุ้งหายไปที่ขอบฟ้า“พี่ คุณจะไปด้วยเหรอ?” หยางเจี่ยนเห็นหลินชีเยี่ยขึ้นเมฆพลิกกายก็รีบพูดขึ้นทันที “ผมขอไปด้วยนะ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมจะได้ช่วยได้บ้าง”“ไม่ต้องหรอก” ซุนหงอคงชี้ไปที่เมฆพลิกกายใต้เท้า “ยิ่งมีคนไปมากก็ยิ่งยุ่งยาก พวกเราสองคนใช้เมฆพลิกกายเป็น ถ้าเกิดอะไรขึ้นก