ย จี้เนี่ยนก็เปลี่ยนสีผมกลับเป็นสีขาวเงิน ปล่อยยาวสยายถึงเอวอย่างยุ่งเหยิง สวมแว่นตากรอบดำทรงกลมบนสันจมูก ดูมีกลิ่นอายของนักอ่านมากขึ้น แตกต่างจากตอนกลางวันที่เธอกำลังซ่อมมอเตอร์ไซค์ราวกับเป็นคนละคน“นาย?” จี้เนี่ยนกวาดตามองหลินชีเยี่ยแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างหงุดหงิด“นายรู้มั้ยว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว?”“รู้” หลินชีเยี่ยพยักหน้า พลางพูดอย่างจริงจัง “แต่ผมมีเรื่องสำคัญอยากถามคุณ”“เรื่องสำคัญ?”จี้เนี่ยนมองตาเขาอย่างสงสัย หลังจากแน่ใจว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น เธอก็ห่มชุดนอนขนให้เรียบร้อย แล้วหมุนตัวเดินเข้าห้อง “เปลี่ยนรองเท้าแล้วเข้ามาสิ……แต่อย่าปิดประตูสนิทนะ เปิดไว้หน่อย ไม่งั้นดึกดื่นแบบนี้ ชายหญิงอยู่ในห้องด้วยกัน ถ้าเล่าออกไปใครจะอธิบายได้……”หลินชีเยี่ยยิ้มขื่นพลางเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะ แล้วเดินเข้าไปในห้องของจี้เนี่ยนแสงไฟสีอบอุ่นส่องสว่างมุมหนึ่งของห้อง บนโต๊ะตรงกลางมีหนังสือปึกหนาวางซ้อนกันมากมาย บนโต๊ะยังมีกระดาษร่างที่หมึกยังไม่แห้งกระจัดกระจายอยู่ เต็มไปด้วยสูตรซับซ้อนที่หลินชีเยี่ยอ่านไม่ออก‘บทนำฟิสิกส์พลาสมา’ ‘หลักการฟิวชันนิวเคลียร์’ ‘การศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับวงโคจรของอะตอมในสภาวะวิกฤต’ ……หลินชีเยี่ยเอ่ยปากด้วยความประหลาดใจ “ดึกขนาดนี้แล้ว คุณยังเรียนอยู่อีกเหรอ?”จี้เนี่ยนเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ ผมยาวสีเงินของเธอดูราวกับน้ำตกสีทองภายใต้แสงไฟสีอบอุ่น เธอถอดแว่นตากรอบ