เพื่อรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้……”เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ สีหน้าของหลินชีเยี่ยก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดสิ่งที่ซุนหงอคงพูดมานี้ เขาก็เคยคิดถึงมันมาก่อน แต่ในการคาดการณ์ของเขา สถานการณ์ที่แย่ที่สุดก็แค่ความคืบหน้าในการรักษากลับไปที่ 0% กลายเป็นสภาพเดียวกับตอนที่เพิ่งออกจากห้องผู้ป่วยเท่านั้นแต่สถานการณ์ครั้งนี้ ดูจะแตกต่างออกไปอีก หากเป็นความจริงว่ามีคนใช้วิธีการจากภายนอกควบคุมความทรงจำของกิลกาเมช ขีดจำกัดล่างของการเสื่อมลงอาจจะเลวร้ายเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้ อาจจะแย่กว่าตอนที่ออกจากห้องผู้ป่วยด้วยซ้ำ ความคืบหน้าในการรักษาอาจร่วงลงเหลือ 0% หรือติดลบก็เป็นได้“ผมเข้าใจแล้ว” หลินชีเยี่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง “ผมจะรีบสืบหาต้นตอของการเปลี่ยนแปลงอาการของกิลกาเมชและกำจัดมันโดยเร็วที่สุด”ซุนหงอคงพยักหน้าเล็กน้อย “การที่จะควบคุมความทรงจำของเทพองค์หนึ่งได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แน่……เจ้าต้องระวังตัวด้วย”“ครับ”……จิตสำนึกของหลินชีเยี่ยกลับมาจากโรงพยาบาล เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันทีเขาก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง แต่งตัวเสร็จแล้วรีบเดินออกจากห้อง ตรงไปที่หน้าประตูห้องของจี้เนี่ยนแล้วเคาะประตูก๊อก ก๊อก ก๊อก!“ชิ ใครกันนะ? ดึกดื่นป่านนี้”เสียงหนึ่งดังมาจากหลังประตู ตามด้วยเสียงรองเท้าแตะครูดกับพื้นเอี๊ยดประตูห้องเปิดออก จี้เนี่ยนสวมชุดนอนขนสีน้ำตาล ยืนอยู่หลังประตูด้วยสีหน้าไม่พอใจหลังจากออกจากต้าเซี่