ตุไฟไหม้ครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากสิ่งลี้ลับ และความรู้สึกขาดอากาศหายใจกะทันหันที่ผู้เฒ่าหลิวพูดถึง น่าจะเป็น [ลมตะกละ] ของเสิ่นชิงจู่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นผนึกต้องห้ามของเขาเพิ่งตื่นขึ้นหรือตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้วก่อนมาที่นี่ หลินชีเยี่ยก็ได้ถามสือเหวินเซวียนให้ตรวจสอบแฟ้มของหน่วยพิทักษ์ราตรีในเมืองหลินเจียง คดีสุดท้ายที่สงสัยว่าสิ่งลี้ลับปรากฏตัวก็คือคดีอัคคีภัยที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่เพราะไม่ได้เห็นตัวตนของสิ่งลี้ลับและไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต จึงถูกจัดประเภทเป็น ‘คดีต้องสงสัย’นั่นหมายความว่า……หลังจากเหตุอัคคีภัยครั้งนั้น ในเมืองหลินเจียงก็ไม่เคยปรากฏสิ่งลี้ลับอีกเลย?น่าเสียดายที่เสิ่นชิงจู่ไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นแค่ถามเขาว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น ก็จะรู้ทุกอย่างแล้วเดี๋ยวก่อนตอนนั้นนอกจากเสิ่นชิงจู่แล้ว ก็ยังมีอูเฉวียนอีกคนไม่ใช่เหรอ?ถ้าถามเขาได้ บางทีอาจจะหาเบาะแสอื่นๆ ได้อีกหลินชีเยี่ยแกล้งเดินวนรอบห้องแล้วหยิบของที่ ‘ลืมไว้’ ขณะกำลังจะออกไป ผู้เฒ่าหลิวก็คว้าแขนเขาไว้เห็นสีหน้าลังเลของผู้เฒ่าหลิว หลินชีเยี่ยจึงถามอย่างสงสัย “มีอะไรหรือครับ?”“หนุ่มน้อย บอกฉันตามตรงที……” ผู้เฒ่าหลิวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังถามอย่างระมัดระวัง “เสี่ยวเสิ่น……เขาเป็นอะไรไปรึเปล่า?”หลินชีเยี่ยชะงักไปชั่วขณะ“ไม่มีอะไรหรอกครับ” หลินชีเยี่ย ส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “ผู้อำนวยการหลิว อย่ากังว